
สินค้าแพงดันเงินเฟ้อพุ่งสุดรอบ 3 ปี
ราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ
ราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ
หรือเงินเฟ้อเดือน พ.ค. 2554 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 32 เดือน สูงขึ้น 4.19% เทียบกับเดือน พ.ค. 2553 และสูงขึ้น 0.34% เทียบกับเดือน เม.ย. 2554 ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.พ.ค.) 2554 สูงขึ้น 3.45% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา
สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เป็นผลจากดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 8.38% สินค้าสำคัญราคาแพงขึ้น ได้แก่ ข้าวสารเหนียว ราคาเพิ่มขึ้น 24.44% ผลไม้สดเพิ่ม 24.16% ไข่ไก่เพิ่ม 22.02% โดยราคาไข่ไก่เดือน พ.ค. เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 3.40-3.70 บาท เนื้อหมูเพิ่ม 15.20% ราคาเฉลี่ยเดือน พ.ค. อยู่ที่ กก.ละ 135-150 บาท อาหารสำเร็จรูปเพิ่ม 14.58% ส่งผลให้กับข้าวทั่วไปเพิ่มขึ้นเป็นถุงละ 25-35 บาท ซึ่งพื้นที่ราคาอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น เช่น เขตเตาปูน ลาดพร้าว บางแค พรานนก ส่วนต่างจังหวัด เช่น จ.สุพรรณบุรี เพชรบุรี นครสวรรค์ อุดรธานี น้ำตาลเพิ่ม 1.33% ราคาเฉลี่ยน้ำตาลตักขายในตลาดทั่วไปอยู่ที่ 25-28 บาท/กก.
ขณะที่ดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 1.69% สินค้าสำคัญราคาสูงขึ้น ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง 11.22% โดยราคาเบนซิน 91 เฉลี่ยเดือน พ.ค. อยู่ที่ 43.03 บาท/ลิตร เบนซิน 95 เฉลี่ย 49.39 บาท/ลิตร และดีเซล 29.99 บาท/ ลิตร ค่าไฟฟ้าเพิ่ม 11% จากการปรับขึ้นของค่าเอฟที 80 สตางค์/หน่วย ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 1.10% เช่น สบู่ แชมพู แป้งทาตัว ผ้าอนามัย ฯลฯ
ภาพรวมจากเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ทำให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นห่วงสินค้าใน กลุ่มอาหารสำเร็จรูป เช่น ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง เพราะมีสัดส่วนในการคำนวณเงินเฟ้อถึง 15.75% ดังนั้นจึงสั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าไปขอความร่วมมือผู้จำหน่ายอาหารสำเร็จในห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าให้เพิ่มเมนูธงฟ้า 25 บาทมากกว่า 1 เมนู
ขณะที่ร้านอาหารตามสั่งซึ่งเป็นรายย่อย ยอมรับว่าคุมราคาได้ยาก แต่จะแก้ไขผ่านร้านอาหารมิตรธงฟ้า โดยเพิ่มจำนวนร้านจาก 4,601 แห่ง เป็น 6,000 แห่งในปีนี้ รวมทั้งรถเข็นธงฟ้าที่จะพยายามกระจายทุกพื้นที่ พร้อมจัดหาวัตถุดิบราคาถูกสนับสนุนเครือข่ายมิตรธงฟ้าเพื่อให้ขายอาหารสำเร็จรูปได้ในราคาที่กำหนด 19-25 บาท
นายกฯ บี้พาณิชย์ลดเนื้อสัตว์
จากสัญญาณของราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์ราคาสินค้าใน ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปลดราคาสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ โดยเฉพาะไข่ไก่ขอให้ปรับลดราคาลงอีกฟองละ 20 สตางค์ หลังจากปริมาณไข่ไก่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และมีสินค้าขอปรับราคาเข้ามา 11 รายการ อนุมัติปรับราคาขึ้นแล้ว 4 ราย น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง นม และปุ๋ยเคมี ที่เหลือคือ เหล็ก แบตเตอรี สายไฟฟ้า ยางรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น สบู่ ผงชูรส ยังไม่อนุมัติให้ปรับราคา
ศึกลดราคาปาล์มปะทุ
ขณะที่สินค้าน้ำมันปาล์มเริ่มมีแนวโน้มลดราคา เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกของตลาด เรื่องนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ถึงกับแปลกใจในท่าทีของกระทรวงพาณิชย์ ที่เรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมการ เพื่อปรับลดราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดลงต่ำกว่าลิตรละ 47 บาท เพราะกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจปรับลดราคาอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีจะขึ้นราคา
ด้าน พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ แจงกลับว่าสาเหตุที่ให้กรมการค้าภายใน (คน.) ทำหนังสือไปยัง กนป. เพื่อเรียกประชุมนั้น เพราะกระทรวงพาณิชย์ต้องให้ กนป. ยกเลิกมติเดิมที่ให้ตรึงราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด 47 บาท นานถึง 3 เดือน หรือสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.นี้ก่อน หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาแนะนำน้ำมันพืชถึงจะประชุมเพื่อทบทวนราคาได้
ขณะที่ คน.ได้ส่งเรื่องถึงสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะเลขาธิการ กนป.แล้ว และ สศก.ได้ทำหนังสือถึงสุเทพแล้วเช่นกัน แต่จะเรียกประชุมเมื่อไรขึ้นอยู่กับสุเทพกำหนด โดยวาระการพิจารณาจะรายงานผลการแทรกแซงราคาปาล์มช่วงที่ผ่านมาให้รับทราบ รวมถึงประเมินสถานการณ์ปาล์มปัจจุบันว่ากลับสู่ภาวะปกติหรือไม่ พร้อมทบทวนมาตรการแทรกแซงยกเลิกจ่ายเงินชดเชยให้โรงสกัด
สหพัฒน์ชี้ศก.ครึ่งหลังฉิว
ในการจัดงานแถลงข่าวใหญ่ประจำปี สหกรุ๊ป แฟร์ ครั้งที่ 15 ในปีนี้ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหภาพออกมาฉายภาพเศรษฐกิจประเทศ ภายใต้การ บริหารของรัฐบาลแต่ละชุด โดยเชื่อว่าในช่วงเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้งเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนดี ส่งผลให้ภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูง หรือ “ไฮสปีด เทรน” และคาดว่าหลังการเลือกตั้งไม่มีวิกฤตทางการเมืองตามมา เพราะการเลือกตั้งทำให้ทุกคนยอมรับเสียงข้างมาก และผลที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยคิดอย่างไร
นอกจากนี้ ยังได้ฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า ควรมุ่งให้ความสำคัญกับนโยบายด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าขายกับทั่วโลกในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี อย่างประเทศจีน ที่ควรจะเร่งสร้างสัมพันธ์ทางการค้าให้เหนียวแน่น หลังจากที่ผ่านมาประเทศไทยเน้นการค้าขายกับประเทศยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น เป็นหลัก เมื่อมีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้การส่งออกมีปัญหา และส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอการเติบโต







