
กลยุทธ์การลงทุนที่สร้างรายได้แบบตลอดชีพ
...ธีระ ภู่ตระกลู
สําหรับเพื่อนนักอ่านที่เป็นคนในเจเนอเรชัน
“Baby Boomers” เหมือนกับผม (หมายถึงผู้ที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 19461964) ก็น่าจะโตมาในช่วงที่มีวงร็อกอังกฤษที่ชื่อว่า Dire Straits และเพลงหนึ่งที่ผมชอบมากของวงนี้ก็คือเพลงที่ชื่อว่า Money for Nothing หากผู้อ่านไม่คุ้นเคยกับเพลงนี้ ท่านอาจจะเข้าไปฟังมิวสิกวิดีโอใน Youtube โดยเข้าไปที่ http://www.youtube.com/watch?v=Po1TsgvOoOY หลังจากที่ได้ฟังคำร้องในเพลงนี้อย่างละเอียดแล้ว ผมคิดว่าตัวเองน่าจะเรียนกีตาร์ตอนสมัยที่เป็นวัยรุ่น และก็มาเอาดีในทางเป็นดารานักร้องเพลงร็อกทาง MTV จากนั้นผมคงไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต ตามที่เนื้อเพลงพรรณนาว่า Moneyfornothing and chicks for freeแต่การณ์กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ผมอายุ 46 แล้ว ยังเล่นกีตาร์ไม่เป็น และแน่นอนว่าผมไม่ใช่นักร้องเพลงร็อก เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตของชีวิต ผมมักสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า MoneyforNothing ด้วยหรือ? มีวิธีหาเงินโดยไม่ต้องทำงานด้วยละหรือ? ส่วนเนื้อร้องที่ว่า Chicks for free มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเก่งในการเลือกสาวๆ แค่ไหน เกิดมาเป็นหนุ่มหล่อพ่อรวยก็ช่วยได้บ้าง เหมือนอย่างผมนะครับ! แต่ตั้งแต่ผมแต่งงานแล้ว ผมก็ไม่ได้ออกเดตมานาน 5 ปีแล้วละครับ ดังนั้นผมจึงค่อนข้างจะไม่รู้เรื่องการจีบสาวแล้วละครับ ดังนั้นให้ผมได้แบ่งปันกับผู้อ่านในเรื่องที่ผมรู้จะดีกว่า นั่นคือเรื่องการสร้างรายได้แบบตลอดชีพ ซึ่งผมสามารถให้ความมั่นใจคุณผู้อ่านได้ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปเล่นกีตาร์หรือเป็นนักร้องเพลงร็อก เพื่อที่จะมาเรียนรู้ทำความเข้าใจแนวคิดการลงทุนอย่างง่ายๆ นี่หรอกครับ
ในบรรยากาศที่ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างถล่มทลายเมื่อปีที่แล้ว คนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้เกษียณจากการทำงาน ต่างมีความกลัวและกังวลอย่างมาก พวกเขาไม่มีเงินเดือนประจำอีกต่อไป ต้องพึ่งเงินออมที่เก็บสะสมไว้ และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จ่ายให้ผู้เกษียณคนละ 500 บาทต่อเดือน ซึ่งเงินจำนวนน้อยนี้แทบจะไปซื้ออะไรไม่ได้เลยในทุกวันนี้!
ผู้เกษียณอายุพากันมองดูบัญชีหุ้นของพวกเขาที่ราคาต่างปักหัวดิ่งลง หลายคนได้รับคำแนะนำให้ลดจำนวนเงินที่จะถอนออกไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต เพื่อที่จะรักษาเงินต้นของพวกเขาไว้ การหลีกหนีออกจากตลาดหุ้นในยามที่มันกำลังร่วงลงถือเป็นความคิดที่ผิด เพราะผู้เกษียณอายุอาจต้องมีชีวิตต่อไปอีกถึง 20 ปี หรืออย่างน้อยก็มีชีวิตที่ยืนยาวพอควร ซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราที่มากพอ แน่นอนมันจะมาจากการลงทุนในตลาดหุ้น
เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญนะครับ โดยเฉพาะในยามที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์อย่างในขณะนี้ หากดูข้อมูลของลิปเปอร์เมื่อเดือนต.ค. 2009 จะพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยนับจากต้นปี (YTD) ของกองทุนพันธบัตรสกุลเงินบาท ให้ผลตอบแทนเพียง 0.8% เท่านั้น ส่วนกองทุนตลาดเงินก็ให้ผลตอบแทนไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร คืออยู่ที่ 1.14% หากดูผลตอบแทนระยะยาว 3 ปี และ 5 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ในระดับ 3% เท่านั้น หากคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ผลตอบแทนก็จะติดลบในทันที
น่าเศร้าที่ต้องบอกว่า ผู้เกษียณอายุมีทางเลือกน้อยมาก คือเผชิญหน้ากับความผันผวนอย่างหนักหรือไม่ก็อะไรที่ค่อนข้างยากสาหัสสากรรจ์ สำนวนไทยๆ คงต้องบอกว่า หนีเสือปะจระเข้กระมังครับ ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนมาก ส่วนอัตราดอกเบี้ยจากกองทุนพันธบัตรก็ต่ำมากเกินกว่าจะอยู่ด้วยได้ มีหนทางที่จะหลีกหนีออกจากภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้บ้างไหม โดยที่ไม่ต้องลดมาตรฐานการดำรงชีวิตในแบบเดิมๆ ลง
โชคดีครับที่ยังพอมีทางออกอยู่บ้าง ซึ่งก็อยู่ในใจของเพื่อนนักลงทุนอยู่แล้ว ชีวิตจะง่ายขึ้นหากผู้ลงทุนแยกการลงทุนออกเป็น 2 กลุ่ม : โดยกลุ่มแรกคือเงินสดและพันธบัตร ซึ่งจะช่วยให้คุณมีรายได้ดำรงชีวิตอยู่จนตลอดการเกษียณอายุ และอีกกลุ่มคือกองทุนหุ้น ซึ่งก็ควรจะปล่อยเอาไว้จนราคาฟื้นตัวกลับมาเติบโต กฎเรื่องผลตอบแทน 4% หรือ
“4% Rule” (ในที่นี้คือ 4% Retirement Withdrawal Rule หมายถึงการดึงผลตอบแทนจำนวน 4% ออกจากพอร์ตลงทุนในปีแรกของการเกษียณอายุ และในปีถัดๆ มาก็ดึงออกมาในจำนวนเดียวกัน โดยบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ที่มา www.fourpillars.ca/) เป็นสิ่งที่พูดกันเสมอในการวางแผนเกษียณอายุและยึดถือกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่กฎนี้ได้รับความสนใจน้อยมาก จนเมื่อเร็วๆ นี้ จึงหันกลับมาใส่ใจกันอย่างจริงจัง ในยามที่ตลาดหุ้นบูม หรือในช่วงที่พันธบัตรได้รับความสนใจเพราะตลาดหุ้นร่วง กฎการถอนเงิน 4% ออกจากพอร์ตลงทุนก็ยังใช้การได้ดีอยู่กฎเหล็กข้อนี้กลายเป็นมาตรฐานทองคำในการสร้างผลตอบแทนแบบยั่งยืนในยามเกษียณอายุ สาระของกฎข้อนี้ก็คือ เมื่อคุณจัดพอร์ตลงทุนแบบมีความเสี่ยงระดับปานกลางคือมีหุ้น 60% และมีพันธบัตร 40% คุณก็เริ่มถอนเงินออกมา 4% ในครั้งแรก และในครั้งต่อๆ มาก็ถอนโดยบวกเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย แต่คุณก็ยังมีเงินลงทุนอยู่ในพอร์ต 90% โดยที่เงินกองทุนไม่หดหายไปไหนตลอดช่วง 30 ปีของการเกษียณอายุ
วิธีการนี้มีความเป็นไปได้สูงหากคุณชำนาญในเรื่องสถิติ ภาวะตลาดหมีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ มีความรุนแรงและผิดปกติอย่างมาก (เพราะว่าทรัพย์สินทุกประเภทประสบปัญหาขาดทุนกันถ้วนหน้า ยกเว้นพันธบัตร) จนทำให้เกิดคำถามกันขึ้นมา แม้กระทั่งพวกที่ใช้กลยุทธ์ลงทุนเชิงอนุรักษ์ สิ่งที่คุกคามความมั่งคั่งของพอร์ตเพื่อการเกษียณอายุอย่างมากๆ ก็คือการถอนเงินออกมามากเกินไปจากไข่ทองคำที่กำลังหดตัวเล็กลง เพราะว่าเงินลงทุนของผู้เกษียณอายุอาจเหลือไม่มากพอที่จะนำไปหาผลประโยชน์ในยามที่ตลาดกลับมาฟื้นตัว ผู้เกษียณอายุจะถูกขอให้ยกเว้นการบวกเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในเม็ดเงินที่จะถอนออกมา หรือในกรณีที่มีผลการขาดทุนอย่างรุนแรง ก็อาจถูกขอให้ปรับลดการดึงเม็ดเงินจำนวน 4% เป็นอัตราใหม่ที่ต่ำลงไปอีก
กลยุทธ์สร้างรายได้ตลอดชีพ (Income for life strategy)
หากไม่คิดเรื่องอัตราเงินเฟ้อแล้ว เงินสดและพันธบัตรก็ถือเป็นการออมที่เหมาะสม แต่ตัวเลขเงินเฟ้อปานกลางที่ระดับ 3% ต่อปี อำนาจการซื้อของคุณจะถูกปรับลดลงเหลือครึ่งหนึ่งภายในช่วงเวลา 25 ปี ดังนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลเติบโตขึ้นมาในอนาคต อย่างไรก็ดี เมื่อคุณใส่หุ้นเพิ่มเข้าไปในพอร์ตลงทุน คุณก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น กลยุทธ์การลงทุนข้อหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ในปีแรกๆของการเกษียณอายุ และย้ายการลงทุนหุ้นซึ่งเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยงออกไปเป็นการลงทุนระยะยาว ทำได้โดยแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 5 ระดับ และใส่เงินเข้าไปในแต่ละระดับให้เพียงพอและเหมาะกับแนวทางการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนสำหรับการเกษียณอายุในแต่ละช่วง
ช่วงแรกของกลยุทธ์สร้างรายได้ตลอดชีพเน้นไปที่การการันตีผลตอบแทน โดยไปที่อายุของพันธบัตร เช่น 1, 2, 3, 4 และ 5 ปี เป้าหมายคือการเพิ่มหรือเติมตะกร้ารายได้ในทุกๆ 5 ปี ผู้ที่เกษียณอายุมักเป็นกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของรายได้มากกว่าเรื่องอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน และคุณก็ไม่สามารถตามไล่ล่าทั้งสองอย่างนี้ไปพร้อมๆกันได้ แต่เป้าหมาย 2 อย่างนี้จะบรรลุได้หากคุณมีการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนของคุณออกเป็นระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ตามความจำเป็นในการใช้จ่ายของคุณ
ผมขอยกตัวอย่างอีกวิธีหนึ่งที่อาจใช้ได้คือปิรามิดความเสี่ยง (the classic risk pyramid) โมเดลปิรามิดความเสี่ยงที่ว่านี้ก็คือคุณมีฐานข้างล่างสุดเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย อย่างเช่นเงินฝากหรือกองทุนตลาดเงิน แล้วเอาการลงทุนที่เสี่ยงมากสุดไว้ข้างบนสุด โดยถัดจากปิรามิดชั้นล่างสุดขึ้นมาก็เป็นการลงทุนในพันธบัตร ถัดขึ้นมาอีกก็เป็นกองทุนหุ้นประเภทต่างๆ ส่วนการลงทุนทางเลือก ซึ่งหมายถึงสินค้าโภคภัณฑ์และอสังหาริมทรัพย์ ก็เอาไว้ชั้นบนสุดซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก ในโมเดลคลาสสิคนี้ แม้คุณจะมีการกระจายการลงทุนแล้วก็ตาม ทรัพย์สินทั้งมดก็ยังมีความเสี่ยงไปพร้อมๆกัน (ดูกราฟฟิคที่ 1
– พีระมิดแห่งความเสี่ยงแบบดั้งเดิม)เมื่อคุณเอาแท่งปิรามิดวางลงในแนวนอน (ดูกราฟฟิคที่ 2
– มุมมองแบบใหม่ของพีระมิดแห่งความเสี่ยง) จะกลายเป็นว่าคุณใช้หลักการลงทุนแบบอนุรักษ์สุดๆ ในช่วงเริ่มต้นของการเกษียณอายุคุณจะลงทุนแบบที่ไม่มีความเสี่ยงเลย แล้วจึงค่อยเพิ่มความเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆจนถึงปีท้ายๆ ทรัพย์สินของคุณจะมีช่วงเวลาให้เติบโตได้หลายปี เผลอๆอาจเป็น 10 ปีทีเดียว สร้างแหล่งรายได้การเกษียณที่มั่นคงในอนาคต กลยุทธ์แบ่งทรัพย์สินเพื่อสร้างผลตอบแทน สามารถทำให้คุณบรรลุเป้าหมายทั้งในเรื่องความมั่นคงของรายได้และอัตราผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนหากผู้อ่านยังไม่ค่อยเข้าใจดีนักในข้อเขียนและคำอธิบายของผม ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ท่านสามารถศึกษากลยุทธ์การลงทุนที่สร้างรายได้แบบตลอดชีพได้จากเวปไซต์ที่ผมให้ชื่อไว้ด้านท้ายบทความ ผมอาจจะผิดหวังที่ไม่ได้มาเอาดีในทางเล่นกีตาร์ แต่ก็หวังว่าจะสามารถเป็น Rock Star ที่มีชื่อเสียงใน MTV ได้ครับ
http://inflmmovie.com
http://www.colemanadvisorygroup.com







