posttoday
เพิ่มสินไหมประกันรถภาคสมัครใจ งานโบแดงของ คปภ.

เพิ่มสินไหมประกันรถภาคสมัครใจ งานโบแดงของ คปภ.

30 พฤษภาคม 2554

ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

โดย...วารุณี อินวันนา

ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก็สามารถหักคอนายประกันภัยได้สำเร็จ ทำให้บริษัทประกันภัยยอมปรับค่าสินไหมสำหรับการประกันภัยรถยนต์ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ในกรณีมีผู้เสียชีวิตจากรถที่มีประกันภัยรถภาคสมัครใจเป็น 3 แสนบาท จากเดิมที่จ่ายกันอยู่ 1 แสนบาท

และเมื่อรวมกับสินไหมประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ขั้นต่ำ 5 แสนบาท เริ่มมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ที่ซื้อ หรือคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป

ฉะนั้น ชาวนา ตาสี ยายสา ยันรัฐมนตรี หากถูกรถที่มีประกันภาคสมัครใจชนเสียชีวิต จะได้รับค่าสินไหมขั้นต่ำเท่ากันที่ 5 แสนบาท

เพิ่มสินไหมประกันรถภาคสมัครใจ งานโบแดงของ คปภ.

การแก้ไขประเด็นนี้ก่อประโยชน์ให้กับประชาชนมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้าที่เมื่อถูกรถยนต์ชนจะถูกบริษัทประกันกดราคาจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างว่าผู้ตายไม่มีงานทำ หรือมีรายได้เพียงเล็กน้อยก็ควรจะได้รับค่าเสียหายตามฐานะ

คนกลุ่มนี้ไม่มีเงินยื่นฟ้องทนาย ไม่ทราบวิธีเรียกร้องค่าเสียหาย และไม่อยากค้าความ จำใจยอมรับเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายให้เพียงน้อยนิด ทั้งที่บางครอบครัวสูญเสียเสาหลักของชีวิตไป ทำให้คนอยู่ข้างหลังลำบากมาก

ทั้งนี้ เป็นเพราะบริษัทประกันภัยตีค่าของคนตาม “ฐานานุรูป” ที่ประเมินจากรายได้ต่อเดือนเป็นหลัก ชีวิตคนยากคนจนจึงมีค่าเพียง 5 หมื่น-1 แสนบาทเท่านั้น

แม้ประชาชนจะไม่พอใจก็ต้องยอมรับชะตากรรม เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามายัง คปภ. ทั่วประเทศจึงมีไม่มากนัก เฉลี่ยปีละประมาณ 1 หมื่นเรื่อง ทำให้ธุรกิจประกันภัยสรุปความจากจำนวนตัวเลขดังกล่าวว่าได้ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนแล้ว เพราะแต่ละปีมีกรมธรรม์ประกันภัยรถที่ให้ความดูแลกว่าปีละ 20 ล้านฉบับ ซึ่งทุกคนก็เชื่อตามตัวเลขที่อ้าง

ความจริงที่ว่าประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากรถ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยมีอีกจำนวนมาก จะไม่ปรากฏออกมาให้สังคมเห็นเลย หากไม่มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ต่อมาเปลี่ยนเป็นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2548 ระบุว่ามีผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นผู้ป่วยนอก 58% และผู้ป่วยใน 56% ใช้สิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิทธิจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

นอกจากนี้ อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังได้ทำการวิจัยและรวบรวมปัญหาที่ทำให้ผู้ประสบภัยไปใช้สิทธิเบิกจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากกว่าการเบิกจากบริษัทประกันภัย เพราะจะต้องรอพิสูจน์ถูกผิดก่อนจึงจะเบิกได้ และต้องทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน

นอกจากนี้ ยังมีค่าบริหารจัดการสูงถึง 41.1% ของเบี้ยรับรวมในแต่ละปีเท่าๆ กับค่าสินไหมที่จ่ายออกมา ซึ่งถือว่าสูงมาก ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ่ายค่านายหน้าให้คนกลาง และสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายให้เหลือเพียง 6% เพราะกฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องทำประกันภัยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง พร้อมกับเสนอให้ภาครัฐเข้ามาบริหารจัดการ

เพิ่มสินไหมประกันรถภาคสมัครใจ งานโบแดงของ คปภ.

เท่านั้นยังไม่พอ ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยังได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ประสบภัยจากรถจำนวน 666 คน ใน 48 จังหวัด พบว่า 55.3% ไปเบิกค่ารักษาพยาบาลจากระบบอื่น ไม่ใช่เบิกจากบริษัทประกันเพราะยุ่งยาก พร้อมกับเสนอรัฐบาลให้บังคับบริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดและทบทวนเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. และเพิ่มความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรเป็น 5 แสนบาท จาก 1 แสนบาท

ปัญหาที่บริษัทประกันภัยซุกไว้ไต้พรม ถูกนำมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้เมื่อปี 2550 กลายเป็นเรื่องระดับชาติ รัฐบาลหันมามองอย่างจริงจัง และเป็นหลักฐานที่ทำให้นายประกันภัยยอมจำนน เมื่อรัฐบาลจี้ไปที่หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงค่าสินไหมทดแทนขั้นต่ำของประกันภัย พ.ร.บ. จาก 1 แสนบาท เป็น 2 แสนบาท ในปี 2553 และให้มีการชดเชยรายวันกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลวันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 วัน พร้อมกับนำระบบเคลมออนไลน์ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้จ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด เพราะถึงจะเพิ่มความคุ้มครองเป็น 2 เท่า และขาดทุนจากการรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ แต่หลักฐานที่ปรากฏทุกปีคือยังมีกำไรจากการรับประกัน พ.ร.บ.

หลังจากนั้นการปรับราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเริ่มขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ เริ่มจากปลายปี 2552 ทันทีที่ทาง คปภ.ออกประกาศจะบังคับใช้ค่าสินไหมทดแทน พ.ร.บ. เป็น 2 แสนบาท ในปี 2553 โดยนายประกันภัยอ้างว่าต้นทุนค่าซ่อม ค่าแรงสูงขึ้น จำเป็นต้องปรับให้สะท้อนความเป็นจริง แต่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว ส่วนหนึ่งเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้

ขณะเดียวกัน ทาง คปภ.ได้หยิบยกเรื่องการพิจารณาชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถที่มีประกันภัยภาคสมัครใจตามฐานานุรูปอีกรอบ หลังจากที่ถูกนายประกันตีตกมาตลอดที่หยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะประชุม แต่ผลจากการเมืองที่ต้องการสร้างผลงานของรัฐบาล พลังของเลขาธิการ คปภ.คนปัจจุบัน ที่ต้องการสร้างผลงานก่อนครบวาระในเดือน ก.ย.นี้ ตัวเลขสถิติการร้องเรียนที่ยังไม่ลดลง กำไรจากการรับประกันภัย เงินสำรองหนุนหลังที่มีมากถึง 8.3 หมื่นล้านบาท และผลศึกษาเปรียบเทียบค่าสินไหมจากรถยนต์ภาคสมัครใจของหลายประเทศที่ไทยยังต่ำอยู่มาก ทำให้นายประกันยอมจำนนอีกรอบ

เหล่านี้คือที่มาของการปรับค่าชีวิตคนไทยที่จะได้รับชดเชยจากรถที่มีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทำความเสียหายให้จากขั้นต่ำ 1 แสนบาท ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้บังคับ แต่เป็นอัตราเฉลี่ยที่จ่ายกันอยู่ในตลาด เป็นขั้นต่ำ 3 แสนบาท เมื่อรวมค่าชดเชยหรือค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยภาคบังคับอีก 2 แสนบาท ชีวิตคนไทยจึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจขั้นต่ำที่ 5 แสนบาท

ดังนั้น จากนี้ไปหากใครได้รับการชดเชยจากความสูญเสียญาติพี่น้อง คนในครอบครัวน้อยกว่านี้ ก็ต้องร้องเรียน คปภ.ให้ตรวจสอบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน