
ยักษ์ตื่น 'กิมจั๊ว กรุ๊ป'สลัดภาพครอบครัว ผงาดอินเตอร์
จากการเข้ามาของวัฒนธรรมอาหารตะวันตก ที่ลิ้นผู้บริโภคชาวไทยให้การยอมรับเป็นอย่างดีต่อรสชาติ อาหาร ขนมหวาน เบเกอรี ฯลฯ
จากการเข้ามาของวัฒนธรรมอาหารตะวันตก ที่ลิ้นผู้บริโภคชาวไทยให้การยอมรับเป็นอย่างดีต่อรสชาติ อาหาร ขนมหวาน เบเกอรี ฯลฯ
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
จากการเข้ามาของวัฒนธรรมอาหารตะวันตก ที่ลิ้นผู้บริโภคชาวไทยให้การยอมรับเป็นอย่างดีต่อรสชาติ อาหาร ขนมหวาน เบเกอรี ฯลฯ อันมีส่วนผสมของเนย นม และสารพัดชีส ได้จุดประกายการทำธุรกิจให้กับ ตง ธีระนุสรณ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี กิมจั๊ว กรุ๊ป
ปัจจุบัน เคซีจี กิมจั๊ว กรุ๊ป ผู้นำเข้าสินค้าอาหารสำเร็จรูปและเนยแข็ง และผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าบริโภครายใหญ่ในประเทศ อาทิ เนยและเนยแข็ง ตรา “อลาวรี่” บิสกิต, คุกกี ตราอิมพีเรียล น้ำผลไม้เข้มข้น “ซันควิก” และอีกหลากหลายแบรนด์ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี และดำรงอยู่ในตลาดมานานถึง 53 ปี
หลังจากที่ยักษ์อุตสาหกรรมอาหารกิมจั๊ว กรุ๊ป หลับใหลไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ในวันนี้กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากสัญญาณเวทีการค้าไร้พรมแดน โดยเฉพาะการรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียว หรือ “ซิงเกิล มาร์เก็ต” ใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน (อาฟตา) ภายใต้เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 รวมทั้งการเปิดเขตการค้าเสรีกับอีกหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “กิมจั๊ว กรุ๊ป” ตัดสินใจลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่และเป็นครั้งแรก พร้อมเปลี่ยนถ่ายการบริหารกิจการจากรูปแบบครอบครัวไปสู่ความเป็นมืออาชีพในระดับสากล นับจากนี้เป็นต้นไป
ตงกล่าวว่า การพลิกโฉมธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ บริษัทได้ปรับภาพลักษณ์องค์กร และโลโก้ของบริษัทใหม่ (รีแบรนดิง) ภายใต้ชื่อ “KCG Kim Chua Group” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาธุรกิจและองค์กรให้ก้าวหน้า ทันสมัย เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยกลุ่มบริษัท เคซีจี กิมจั๊ว กรุ๊ป ถือเป็นบริษัทแม่ดูแลบริษัทในเครือทั้งหมด 7 บริษัท จากเดิมที่ก่อตั้งในปี 2501 ภายใต้ชื่อเดิม “ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิมจั๊วพาณิชย์”
ขณะที่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง ด้วยการลงทุนในด้านนี้สูงกว่า 60 ล้านบาท เพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการและปรับองค์กร รวมถึงการทำตลาดประชาสัมพันธ์ และกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในกลุ่มบริษัทให้ทันสมัยและมีความเป็นสากล
นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ รูปแบบของผู้บริโภคคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป จากการที่อาหารตะวันตกได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ทำให้ความต้องการในผลิตภัณฑ์นม เนย และเนยแข็ง เบเกอรี เติบโตสูงต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียนก็กำลังจะเปิดไปสู่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทมีการพัฒนาธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพในเชิงการแข่งขันแบบมืออาชีพในระดับสากล ให้มีความสอดคล้องกับตลาดที่กำลังขยายตัวในขณะนี้
สำหรับปีนี้ บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเนยและเนยแข็ง ซึ่งเป็นโรงงานแห่งที่ 3 ของบริษัท เนื้อที่ 19 ไร่ ในทำเลเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตสินค้าได้ในช่วงปลายปี 2554 นี้
โรงงานแห่งใหม่นี้ จะผลักดันให้บริษัทมีกำลังการผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้นถึง 100% จากปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 3,500 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 7,000 ต่อปี เพื่อทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะโอกาสทางธุรกิจจากอาฟตา ซึ่งทำให้บริษัทวางเป้าหมายจะขยายรายได้จากตลาดต่างประเทศให้ได้สัดส่วน 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 10% ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเร่งขยายตลาดต่างประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้ง อินเดีย จีน และญี่ปุ่น
สำหรับเป้าหมายของการเปลี่ยนสภาพจากยักษ์หลับมาทำตลาดเชิงรุกครั้งนี้ ตงกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายจากการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้จะมีอัตราการเติบโตของรายได้ 20% ต่อปีจากนี้ไป จากที่ผ่านมาบริษัทเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี
ในปัจจุบันบริษัทมีสินค้าทั้งหมด 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมเนย ผลิตภัณฑ์คุกกี้และบิสกิต ผลิตภัณฑ์ของหวาน วัตถุดิบในการทำเบเกอรีและอุปกรณ์ในการทำเบเกอรี และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ น้ำผลไม้แบรนด์ ซันควิก เนื้อแกะ เนื้อวัว จากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
ด้านการผลิตนั้น ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเดิม 2 แห่ง โดยโรงงานแห่งแรกจะผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร นม เนย ชีส แยมผลไม้ เจลลีสำเร็จรูป และแป้งสำเร็จรูปในการทำเบเกอรี ส่วนโรงงานแห่งที่ 2 ผลิตบัตเตอร์คุกกี้ บิสกิต แครกเกอร์ เวเฟอร์ และน้ำผลไม้
ตง กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่บริษัทสามารถดำรงกิจการอยู่มาอย่างยั่งยืนถึงปัจจุบันร่วม 53 ปีนั้น ล้วนเป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการสร้างและรักษาความเชื่อมั่นศรัทธาของลูกค้าและคู่ค้าที่มีให้กับบริษัท ทั้งจากการเลือกสรรสินค้าที่มีคุณภาพจากแหล่งต่างๆ และกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ที่สนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ







