
เงินบาทแกว่งตัว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน แต่มีกรอบการเคลื่อนไหวที่แคบลง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน แต่มีกรอบการเคลื่อนไหวที่แคบลง
เนื่องจากสัปดาห์นี้ตลาดการเงินในประเทศเปิดทำการเพียง 3 วัน โดยเงินบาทเคลื่อนไหวในช่วง 30.14-30.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 29.95-30.35 ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเปิดทำการวันแรกเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า และยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าตามทิศทางของเงินยูโร ขณะที่นักลงทุนมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งในตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และมีการเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข่าวร้ายในตลาดยังไม่มีความชัดเจน
อย่างไรก็ดี แม้แรงซื้อคืนเงินเหรียญสหรัฐจะเริ่มลดระดับลงในช่วงกลางสัปดาห์ แต่เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากปัจจัยลบจากแรงขายอย่างหนาแน่นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้น
วันพฤหัสบดีช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปรับตัวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาคที่เปิดตลาดในทิศทางแข็งค่าเป็นส่วนใหญ่ นำโดยวอนเกาหลีใต้ และมาเลเซียริงกิต โดยได้แรงหนุนจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐและการฟื้นตัวของยูโร รวมทั้งปัจจัยบวกจากการดีดตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงนี้ยังค่อนข้างไร้ทิศทาง เนื่องจากปัจจัยจากต่างประเทศที่ยังไม่ชัดเจนและทำให้เงินบาทยังมีการแกว่งตัวผันผวนในช่วงสัปดาห์นี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยค่าเงินบาทมีความผันผวนมากขึ้นเกินระดับ 5% ในขณะนี้ แต่ยังไม่เป็นปัญหามากนัก และมองว่าค่าเงินบาทในขณะนี้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ทั้งนี้เรามองว่าปัญหาหนี้ในยุโรปและแรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยกดดันภาวะการลงทุนในตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปสู่การเคลื่อนไหวของค่าเงินเอเชียและค่าเงินบาทที่ค่อนข้างแกว่งตัวในช่วงนี้ เห็นได้จากค่าเงินบาทที่ปรับอ่อนค่าลงอีกครั้งโดยอยู่ที่ 30.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงบ่าย เนื่องจากนักลงทุนมีการขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงออกมา ทั้งนี้เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 30.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันศุกร์ โดยการแกว่งตัวของเงินบาทในช่วงนี้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศที่ยังไม่แน่นอน ทั้งทิศทางของเงินเหรียญสหรัฐและยูโร หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์ออกมาย่ำแย่ บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแผ่วลงในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่การเคลื่อนไหวของเงินยูโรยังคงถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กรีซจะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงส่งผลกดดันต่อภาวะการลงทุนและการเคลื่อนไหวของเงินบาท
ถ้าพิจารณาทั้งสัปดาห์จะพบว่าต้นสัปดาห์เงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันทำการแรกของสัปดาห์ โดยอ่อนค่าลงจาก 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้ยังคงถูกกำหนดจากปัจจัยจากต่างประเทศต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นและสกุลเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการแกว่งตัวของเงินยูโรที่เป็นปัจจัยชี้นำการเคลื่อนไหวของสกุลเงินอื่นๆ เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับทิศทางค่าเงินในช่วงสัปดาห์นี้ (23-27 พ.ค. 2554) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้ยังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบที่ผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน โดยคาดว่าเงินบาทจะปรับตัวในกรอบที่กว้างขึ้นในช่วง 30-30.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 30.14-30.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยสัปดาห์นี้ตลาดการเงินเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้น หลังจากใกล้ผ่านพ้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 2554 ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยประกาศออกมาในช่วงนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และมองว่าเศรษฐกิจอาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี
ช่วงต้นสัปดาห์นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ตามด้วยการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ปี 2554 จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการ การว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมทั้งยอดทำสัญญาซื้อบ้านรอปิดการขายของสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งหากข้อมูลออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดจะยิ่งเป็นการย้ำถึงความจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ และอาจต้องมีการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเป็นพิเศษต่อไป
ขณะเดียวกันยังต้องติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ในยุโรป ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทิศทางของเงินยูโรและเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลกในช่วงสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกัน







