
เรื่องเดียวหลากประเด็น : Asset Allocation หัวใจของการลงทุน 2
สินทรัพย์แต่ละประเภทมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันไป เราสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมได้
สินทรัพย์แต่ละประเภทมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันไป เราสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมได้
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ กรรมการสมาคมนักวิเคราะห์และผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส บล.ธนชาต
สัปดาห์ก่อนได้เล่าสู่กันฟังว่า ขนาดของตลาดการเงินไทยเล็กมากๆ ไม่ถึง 1% ของตลาดการเงินโลก แล้วทำไมคนไทยต้องจำกัดตัวเองให้ลงทุนเฉพาะอยู่ในเมืองไทยเท่านั้น การออกไปลงทุนในต่างประเทศเท่ากับเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากกลุ่มสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่า และช่วยลดความเสี่ยง เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่า สินทรัพย์ใดจะให้ผลตอบแทนดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา
สัปดาห์นี้มาต่อกันเลยครับ ก่อนอื่นขอสรุปจุดเด่นและจุดด้อยของสินทรัพย์แต่ละประเภทก่อน ดังนี้
|
การลงทุน |
มักดีเมื่อ |
มักไม่ดีเมื่อ |
|
เงินสดและสินทรัพย์คล้ายเงินสด |
เกิดความไม่แน่นอน ดอกเบี้ยสูง |
เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำ |
|
ตราสารหนี้ |
เศรษฐกิจชะลอตัว เกิดความไม่แน่นอน ดอกเบี้ยสูงสุดและกำลังจะลดลง |
เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำสุดและกำลังจะสูงขึ้น |
|
หุ้น |
เศรษฐกิจเติบโตหรือฟื้นตัว ดอกเบี้ยต่ำ |
เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ ดอกเบี้ยสูง |
|
สินค้าโภคภัณฑ์ |
เศรษฐกิจเติบโตหรือฟื้นตัว เงินเฟ้อ ดอลลาร์อ่อนค่า |
เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ เงินฝืด ดอลลาร์แข็งค่า |
|
ทองคำ |
เงินเฟ้อ ดอลลาร์อ่อนค่า เกิดความไม่แน่นอน |
ดอลลาร์แข็งค่า |
|
อสังหาริมทรัพย์ |
เศรษฐกิจเติบโตหรือฟื้นตัว เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำ |
เศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำ ดอกเบี้ยสูง |
จะเห็นได้ว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันไป เราสามารถปรับพอร์ตการลงทุนโดยเลือกใช้สินทรัพย์เหล่านี้ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่ายนักก็ตาม
คราวนี้มาดูกันต่อว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงอย่างไร
ตารางแสดงผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภท น่าสังเกตว่า การลงทุนที่มีเสี่ยงสูงขึ้น ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น ความผันผวนของดัชนีหุ้นไทยในช่วงปี 1999-2009 สูงถึง 28.86% แต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 10.74% ต่อปี ขณะที่การลงทุนในอีเมอร์จิงมาร์เก็ต อสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกและทองคำต่างให้ผลตอบแทนดีกว่า ทั้งยังผันผวนต่ำกว่าด้วย
จากการศึกษาย้อนกลับไปในช่วงดังกล่าวยังพบว่า การลงทุนแบบผสมผสานทำให้ความเสี่ยงต่ำลง เพราะสินทรัพย์ต่างประเภทมีความสัมพันธ์ต่อกันไม่สูง จากตารางพบว่า การลงทุนแบบผสมผสานทำให้ความเสี่ยงลดลงจาก 14.47% เป็น 11.41% ในช่วงปี 1999-2009 และลดลงจาก 15.03% เป็น 12.36% ในช่วงปี 2003-2009
ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่า พอร์ตที่กระจายการลงทุนออกไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีสไตล์การลงทุนแบบเกาะดัชนีอ้างอิง (Diversified Passive Fund) จะให้ผลตอบแทนไม่หวือหวา แต่ความเสี่ยงจะต่ำลง
นอกจากนั้น นักลงทุนยังสามารถเลือกพอร์ตลงทุนแบบผสมผสานในสไตล์บริหารแบบ Active ที่ต้องใช้ฝีมือของผู้จัดการกองทุน เพื่อโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นเล็กน้อย
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ และความเสี่ยงจากกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด และ 3G จึงเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาอย่างจริงจังที่คนไทยจะกระจายการลงทุนส่วนหนึ่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งอาจลงทุนผ่านกองทุน FIF ที่บลจ.ต่างๆ เสนอขายอยู่
ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะต้องศึกษาและตัดสินใจเลือกนโยบายการลงทุนที่มีอยู่หลากหลายมาก แถมต้องคอยปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
T-MAP กองทุนเปิดธนชาต Multi Asset Portfolio เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ โดยผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนกับ Active Funds ที่เด่นในแต่ละประเภทการลงทุน เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่า ผสมผสานกับการลงทุนใน Passive Funds และคอยปรับน้ำหนักการลงทุนให้เป็นระยะ
กองทุนนี้มีความยืดหยุ่นในการลงทุน สามารถปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ภายใต้กรอบการลงทุนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเพื่อสร้างวินัยในการลงทุน
กองทุน T-MAP มีนโยบายลงทุนในหุ้น (50%) ตราสารหนี้ (30%) สินค้าโภคภัณฑ์ (15%) อสังหาริมทรัพย์ (5%) ที่เหลือเป็นเงินสดหรือมันนี่มาร์เก็ต
ทั้งนี้ น้ำหนักในหุ้นและตราสารหนี้สามารถเหวี่ยงขึ้น/ลง จากนโยบายได้ 20% ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์และอสังหาริมทรัพย์เหวี่ยงได้ 10% และ 5% ตามลำดับ ส่วนมันนี่มาร์เก็ตเหวี่ยงได้ในช่วง 0-55%
(หมายเหตุ : หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thanachart fund.com)
ในส่วนที่กระจายออกไปลงทุนในต่างประเทศ นักลงทุนอาจใช้กองทุน T-MAP เป็นพอร์ตหลัก แล้วปรับน้ำหนัก|การลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ เช่น รับความเสี่ยงได้น้อยกว่าเกณฑ์ปกติ อาจเพิ่มการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนใน Global Bond หรือถ้าชอบการเติบโตของเศรษฐกิจจีน หรือชอบทองคำ น้ำมัน เป็นพิเศษ ก็อาจเพิ่ม|น้ำหนักการลงทุนในกองทุน FIF ที่มีนโยบายลงทุนเฉพาะในจีน ทองคำ หรือน้ำมัน เป็นต้น
ขณะนี้คนไทยทั่วๆ ไปสามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ผ่านกองทุน FIF ที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย อย่างไรก็ดี ก่อนออกไปจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เหมาะสมกับตัวเราจริงๆ โจทย์นี้ฝากเป็นการบ้านให้แต่ละท่านหาคำตอบให้ตัวเองนะครับว่า เหมาะการนโยบายการลงทุนแบบไหน







