
เครดิตบูโรแฉโพยบัญชีดำไตรมาสแรก สินเชื่อส่วนบุคคลออกอาการหนัก
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ส่งสัญญาณประวัติการชำระสินเชื่อในไตรมาสแรก 2554
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ส่งสัญญาณประวัติการชำระสินเชื่อในไตรมาสแรก 2554
ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ “เครดิตบูโร” เปิดเผยตัวเลขประวัติการชำระสินเชื่ออย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเตือนให้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลที่จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่
สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันเครดิตบูโรมีสมาชิกที่ส่งข้อมูลให้เครดิตบูโรจำนวน 73 ราย มีฐานข้อมูลจำนวนลูกหนี้ประมาณ 20 ล้านราย คิดเป็นจำนวนบัญชีสินเชื่อทั้งสิ้น 62.5 ล้านบัญชี โดยเป็นบัญชีที่เคลื่อนไหว 37.5 ล้านบัญชี และเป็นบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว มีการหยุดนำส่งข้อมูลประมาณ 21.5 ล้านบัญชี เนื่องจากธนาคารตัดหนี้สูญ หรือมีการขายหนี้ออกไป รวมทั้งมีการปิดบัญชีไปแล้ว
ไส้ในจำนวนบัญชีที่มีการเคลื่อนไหว 37.5 ล้านบัญชี แบ่งเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตมีจำนวนมากที่สุด 13.7 ล้านบัญชี คิดเป็น 37% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 10 ล้านบัญชี คิดเป็น 27% สินเชื่อที่อยู่อาศัย 4.2 ล้านบัญชี คิดเป็น 11% สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 4 ล้านบัญชี คิดเป็น 10% และสินเชื่ออื่นๆ 5.6 ล้านบัญชี คิดเป็น 15%
สิ่งที่สำคัญ การตรวจสุขภาพสินเชื่อต้องดูประวัติการชำระหนี้จากจำนวนบัญชีสินเชื่อประเภทต่างๆ จำนวน 37.5 ล้านบัญชี พบว่ามีการชำระบัญชีปกติ 30.6 ล้านบัญชี คิดเป็น 80% อยู่ในข่ายระมัดระวังหรือมีการค้างชำระเกิน 3090 วัน จำนวน 1.5 ล้านบัญชี คิดเป็น 5.92% และเป็นบัญชีที่มียอดการค้างชำระเกิน 91 วัน หรือเป็นเอ็นพีแอล 5.4 ล้านบัญชี คิดเป็น 13.68% แต่เมื่อเทียบย้อนหลัง 3 ไตรมาส ตัวเลขสัดส่วนหนี้ที่ต้องระวังและยอดหนี้ที่ค้างชำระเกิน 91 วัน หรือ 3 เดือนนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
อย่างไรก็ตาม น่าจับตามองบัญชีที่เป็นเอ็นพีแอลสูงถึง 5.4 ล้านบัญชี คิดเป็น 13.68% ถ้ารวมบัญชีที่ต้องระมัดระวัง คือ บัญชีที่ค้างชำระเกิน 30 วัน อีก 1.5 ล้านบัญชี คิดเป็น 5.92% รวมทั้งสิ้นเป็นบัญชีอันตราย 6.9 ล้านบัญชี หรือประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของบัญชีสินเชื่อทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับยอดเงินหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ ณ เดือน มี.ค. 2554 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมีเอ็นพีแอลอยู่จำนวน 2.91 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.49% ของสินเชื่อรวม ดูอาจจะเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบเป็นจำนวนบัญชีแล้วก็ออกอาการน่าเป็นห่วงเหมือนกัน
ประเด็นที่ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรมีความเป็นห่วงมากที่สุด คือ ยอดสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะมีสัดส่วนการค้างชำระเกิน 30 วัน เข้าข่ายระมัดระวังจำนวน 0.2 ล้านบัญชี และค้างเกิน 90 วัน จำนวน 2.4 ล้านบัญชี คิดเป็น 24% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด
ยิ่งในสภาวการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญแนวโน้มค่าครองชีพสูงขึ้น เช่น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้คงที่ หรือมีอัตราการเพิ่มไม่มาก หนีไม่พ้นที่จะกระทบกับความสามารถในการชำระหนี้ เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลจะต้องจ่ายเต็มจำนวน แตกต่างจากสินเชื่อบัตรเครดิต หรือสินเชื่อ สามารถที่จะเจรจาขอปรับลดวงเงินผ่อนแต่ละงวดได้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่มีภาระการชำระหนี้ในระดับ 5060% ของรายได้ต่อเดือนแล้วน่าสุ่มเสี่ยงที่สุด
รวมทั้งต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจหลังจากการเลือกตั้งด้วย เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน
สุรพล ยังได้กล่าวว่า ภาพรวมบัญชีสินเชื่อที่เปิดใหม่ (ม.ค.-มี.ค. 2554) มีจำนวน 1.6 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจาก 40% คิดเป็นวงเงิน 4.8 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตประมาณ 3.8 แสนบัญชี สินเชื่อบ้าน 8.3 หมื่นบัญชี สินเชื่อส่วนบุคคล 5.01 แสนบัญชี สินเชื่อรถยนต์ 3.6 แสนบัญชี และสินเชื่ออื่นๆ 2.95 แสนบัญชี สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยยังมีอัตราการขยายตัวที่ดีอยู่
ขณะเดียวกันมีสถาบันการเงินเข้ามาเช็กข้อมูลเครดิตของลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 4.4 ล้านรายการ คิดเป็นเฉลี่ย 1.46 ล้านรายการต่อเดือน สูงกว่าไตรมาส 4 ปี 2553 ที่อยู่ในระดับ 1 ล้านรายการต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 10% ประกอบกับมีประชาชน บริษัท และเอสเอ็มอีที่เป็นเจ้าของข้อมูลให้ความสนใจมาตรวจเครดิตบูโรของตัวเองเป็นจำนวนเฉลี่ย 2.5 หมื่นรายการต่อเดือน เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอสินเชื่อ
ในมุมมองมาตรการของรัฐบาล ทั้งสินเชื่อบ้าน 0% คงที่ 2 ปี และมาตรการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตอัตราดอกเบี้ย 10% เชื่อว่าจะทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น และกดดันให้สถาบันการเงินเอกชนจะต้องออกโปรโมชันเพิ่มสิทธิประโยชน์ หรือลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาลูกค้าเดิมไว้
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีบัญชีสินเชื่อบัตรเครดิตที่วงเงินไม่เกิน 3 แสนบาท และมีการค้างชำระไม่เกิน 30 วัน มีจำนวน 11.6 ล้านบัญชี จากจำนวนบัญชีทั้งหมด 12.2 ล้านบัญชี โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ชำระขั้นต่ำ 10% หรือคิดเป็นประมาณ 5 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นสัดส่วน 6.75% ของยอดหนี้คงค้างสินเชื่อประมาณ 1.52 แสนล้านบาท
จากจำนวนผู้ถือบัตรเครดิตทั้งหมด 5.2 ล้านคน มีคนถือบัตรเครดิต 1 ใบ 2 ล้านคน ผู้ที่ถือบัตรเครดิต 2 ใบ มี 1 ล้านคน ผู้ถือบัตรเครดิต 3 ใบ มี 6.4 แสนคน ผู้ถือบัตร 4 ใบ มี 4.26 แสนคน ผู้ถือบัตร 5 ใบ มี 2.98 แสนคน ผู้ถือบัตร 6 ใบ มี 2.1 แสนคน ผู้ถือบัตร 7 ใบ มี 1.49 แสนคน และผู้ที่ถือบัตรเกิน 8 ใบขึ้นไป มี 3.72 แสนคน
ท้ายสุด สุรพล กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดเก็บข้อมูลประวัติการชำระค่าระบบสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์นั้น อยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนานในการบังคับใช้ เพราะจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ในขณะเดียวกันเครดิตบูโรศึกษาความเป็นไปได้ในการแจ้งเตือนข้อมูลการค้างชำระผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ และการศึกษาให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบประวัติสินเชื่อได้ฟรีปีละครั้ง
นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของเครดิตบูโรที่จะสะท้อนประวัติการชำระเงิน ทิศทางการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ว่าใกล้จุดที่จะสุ่มเสี่ยงการเดินเข้าสู่หลุมดำการเป็นหนี้เน่าอีกรอบหรือไม่







