
เครดิตบูโรไตรมาสแรกพบหนี้เน่า5.4 ล้านบัญชี
เครดิตบูโร โชว์ไตรมาสแรกมีหนี้เน่า 5.4 ล้านบัญชีคิดเป็นลูกหนี้ 1.9 ล้านราย
เครดิตบูโร โชว์ไตรมาสแรกมีหนี้เน่า 5.4 ล้านบัญชีคิดเป็นลูกหนี้ 1.9 ล้านราย
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยถึง “สัญญาณเศรษฐกิจเครดิตบูโร ไตรมาส 1ประจำปี 2554” เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครดิตบูโรมีฐานข้อมูลมีจำนวนลูกหนี้ประมาณ 20 ล้านราย คิดเป็นจำนวนบัญชีสินเชื่อทั้งสิ้น 62.5 ล้านบัญชี โดยเป็นบัญชีที่เคลื่อนไหว 37.5 ล้านบัญชี และเป็นบัญชีไม่มีการเคลื่อนไหว และมีกหารหยุดนำส่งข้อมูลประมาณ 21.5 ล้านบาทบัญชี โดยในจำนวนนี้เป็นบัญชีที่มีการตค้างชำระเกิน 91 วันหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) 5.4 ล้านบัญชีหรือคิดเป็น 1.9 ล้านคน
ในขณะเดียวกันมีสถาบันการเงินเข้ามาเช็คข้อมูลเครดิตของลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 4.4 ล้านรายการ คิดเป็นเฉลี่ย 1.46 ล้านรายการต่อเดือนสูงกว่าไตรมาสที่ 4 ปี 2553 ที่อยู่ในระดับ 1 ล้านรายการต่อเดือนหรือเพิ่มขึ้น 40 % ในขณะเดียวกันมีประชาชน บริษัท และเอสเอ็มอี ที่เป็นเจ้าของข้อมูลให้ความสนใจมาตรวจเครดิตบูโรของตนเองเป็นจำนวน เฉลี่ย 2.5 หมื่นรายการต่อเดือน
นายสุรพล กล่าวถึงมุมมองของเครดิตบูโรที่มีต่อโครงการบ้านหลังแรก 0% 2 ปีแรก ว่าจะทำให้มีกลไกตลาดในการแข่งขัน ถูกกระตุ้นโดยนโยบายผ่านการทำงานของสถาบันการเงินของรัฐ ทำให้สถาบันการเงินที่เหลือต้องนำเสนอสินเชื่อที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ โดยผลประโยชน์ตกกับผู้ขอกู้ที่มีวินัยทางการเงินซึ่งเป็นลูกค้าที่ดีแต่ยังไม่มีบ้าน และกลุ่มนี้ยังมีความต้องการบ้านอยู่อีกมาก
การกำหนดคุณสมบัติบ้านหลังแรก นับเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ในความเป็นธนาคารรัฐที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และตอบโจทย์ของตลาดการแข่งขันได้ประโยชน์ทุกฝ่าย (วิน-วิน) มาตรการส่งเสริมการมีวินัยทางการเงินของสถาบันการเงินต้องดำเนินการควบคู่ไปเพื่อให้มั่นใจว่า วินัยทางการเงิน (ใช้ครบ ใช้ตรง) ยังเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาประวัติ ไม่มีการรับลูกค้ารีไฟแนนซ์หนี้บ้าน ซึ่งจะไม่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายบัญชีระหว่างสถาบันการเงินและไม่ทำลายการแข่งขัน ธนาคารยังคงยึดหลักการวิเคราะห์สินเชื่อที่เป็นมาตรฐาน เมื่อผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติตามโครงการ ไม่ได้มีลักษณะผ่อนผัน ผ่อนปรน หรือลดมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงแต่อย่างใด
ส่วนมุมมองต่อโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตนั้น จะทำให้เกิด กลไกตลาดในการแข่งขัน ถูกกระตุ้นโดยนโยบายผ่านการทำงานของสถาบันการเงินของรัฐ แม้ว่าจะมีสัดส่วนประมาณ 6.75% ของยอดหนี้คงค้างสินเชื่อประมาณ 1.52 แสนล้านบาท ทั้งนี้ผลประโยชน์ตกกับผู้ถือบัตรที่มีวินัยทางการเงิน – ผู้ที่ไม่มีการค้างชำระ ที่มีภาระน้อยลงอีกทั้งมองว่าแนวทางการให้สินเชื่อโดยคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของผู้กู้ ที่เป็นกระแสสากลจะเข้ามามีบทบาทและมีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต โดยบางสถาบันการเงินได้เริ่มส่งสัญญาณที่จะนำเอาแนวทางนี้มาเป็นกลยุทธ์การแข่งขันในอนาคต
"การรแยกแยะลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินที่ดี หากสถาบันการเงินทำได้ดี ค่าใช้จ่ายและต้นทุนจะน้อยลง หากทำไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะเป็นต้นทุนทางธุรกิจ มาตราการส่งเสริมการมีวินัยทางการเงินของสถาบันการเงินต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยกันเพื่อกระตุ้นให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและเป็นไปตามความจำเป็นในอนาคต ไม่ควรเป็นการกระตุ้นให้บริโภคมากเกินไป โดยสถาบันการเงินที่ถูกรีไฟแนนซ์คงมีมาตรการทางการตลาดที่จะรักษาบัญชีเหล่านี้ของตนอย่างแน่นอน
นายสุรพลกล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินของรัฐได้เข้ามามีบทบาทกระตุ้นการแข่งขัน ส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต ของกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะการใช้สินเชื่ออย่างมีวินัย (ใช้ครบ-ใช้ตรง) โดยเสนอบริการที่น่าสนใจมาก เป็นนวัตกรรมทางความคิดที่แปลกใหม่ โดยไม่ได้ละทิ้งหรือผ่อนปรนมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงแต่อย่างใด ระยะต่อไป แนวทางการคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงที่เป็นแนวโน้มสากลร่วมกับการให้กู้อย่างมีความรับผิดชอบ จะเข้าไปเป็นกลยุทธ์การแข่งขันในระบบสถาบันการเงินไทย ภายใต้แผนแม่บททางการเงินฉบับที่ 2 อย่างแน่นอน







