posttoday
สารพัดกลยุทธ์เลือกหุ้นปันผล&ผลประกอบการเจ๋ง

สารพัดกลยุทธ์เลือกหุ้นปันผล&ผลประกอบการเจ๋ง

18 พฤษภาคม 2554

ใครที่พลาดสัมมนาในงานมันนี เอ็กซ์โป 2011 วันนี้ “โพสต์ทูเดย์”

ใครที่พลาดสัมมนาในงานมันนี เอ็กซ์โป 2011 วันนี้ “โพสต์ทูเดย์”

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ใครที่พลาดสัมมนาในงานมันนี เอ็กซ์โป 2011 วันนี้ “โพสต์ทูเดย์” เก็บเนื้อหามาฝากกันเพื่อไม่ให้นักลงทุนเสียจังหวะและโอกาสในการลงทุน โดยกูรูจากโบรกเกอร์หลายแห่งพร้อมนำเสนอภาพรวมตลาดในไตรมาส 2 ไปจนถึงปลายปี พร้อมจังหวะการเลือกตั้งรับและลงทุนทั้งหุ้นที่มีการเติบโตสูงและปันผล

นักวิเคราะห์ชั้นนำมาช่วยเลือกหุ้นให้เริ่มตั้งแต่ “ภรณี ทองเย็น” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส “วิริยา ลาภพรหมรัตน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.เกียรตินาคิน “สุกิจ อุดมศิริกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์ “วราภรณ์ วิบูลย์คณารักษ์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.เคที ซีมิโก้ และ “มยุรี โชวิกรานต์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย)


สำรวจปัจจัยกระทบการลงทุน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองคล้ายกันว่า ปัจจัยจากต่างประเทศมีผลกระทบมากกว่าประเด็นการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ (จีดีพี) ซึ่งต้องติดตามตัวเลขอัตราการว่างงานจะสามารถลดลงต่อเนื่องหรือไม่ หากยังสูงกว่า 9% จะมีผลให้การลงทุนมีความผันผวนมาก แต่ถ้าไม่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ และนักลงทุนต้องติดตามเศรษฐกิจของจีนที่ต้องระวังอย่าให้เกินตัวเลข 2 หลัก และอย่ากังวลว่าการที่จีนยังคงออกนโยบายเข้มงวดทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือการสั่งธนาคารเพิ่มการกันสำรองเป็นข่าวร้ายอย่างเดียว แต่เป็นการสกัดความร้อนแรงของเศรษฐกิจมากกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่

สารพัดกลยุทธ์เลือกหุ้นปันผล&ผลประกอบการเจ๋ง

สำหรับวิกฤตทางการเงินทางกลุ่มประเทศยุโรปเป็นประเด็นที่ไกลตัว กระทบกับตลาดหุ้นไทยทางอ้อมมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการผันผวนของค่าเงิน ซึ่งกูรูมองว่าปัญหาของยุโรปต้องใช้เวลาแก้ไขไปอีกนาน และแนะนำว่าช่วงที่ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบเชิงจิตวิทยาจากการตื่นข่าวกลุ่มประเทศยุโรป ถือเป็นจังหวะที่เข้าซื้อหุ้น เพราะที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ามีผลกับหุ้นไทยสั้นมาก

อย่างไรก็ตาม บล.เกียรตินาคิน มองว่า นักลงทุนควรติดตามการแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินโซนยุโรป เพราะเดือน พ.ค.มิ.ย. จะมีการทดสอบวิกฤตสถาบันการเงินยุโรปอีกครั้งว่าต้องเพิ่มทุนอีกหรือไม่ โดยระวังผลกระทบจิตวิทยาแรงๆ ในกรณีที่ผลมีสถาบันการเงินมากกว่าครั้งที่แล้วทั้งหมด 7 แห่ง ที่มีการขอเพิ่มทุนหรือไม่

นอกจากนั้น บล.เอเซีย พลัส มองว่า ไทยและเอเชียยังต้องเผชิญกับผลกระทบควันหลงจากแผ่นดินไหวญี่ปุ่น โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะไทยมีการค้าขายโดยตรงกับประเทศญี่ปุ่นประมาณ 1015% ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็มีการค้าขายกับเอเชียด้วยกันประมาณ 50% โดยผลกระทบเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 หรือช่วงครึ่งปีหลัง ในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไทยจะได้ประโยชน์เรื่องการผลิตอาหารแทน

ขณะที่ บล.ไทยพาณิชย์ มองปัจจัยเรื่องราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน เพราะทางการต้องการลดความร้อนแรงให้วางหลักประกันมากขึ้น ทำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนโดยขายทำกำไรผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์ออกมาก่อน

“กลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ไม่สามารถถือยาวได้ เหมาะกับการทำกำไรเป็นรอบ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายทางการเงิน ดังนั้นเมื่อราคาดีดขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรเอาชัวร์ไว้ก่อน” บล.ไทยพาณิชย์ ระบุ

บล.กิมเอ็ง มองว่าไตรมาส 3 ตลาดจะมีโอกาสปรับฐานรอบใหม่ เพราะสถิติในช่วง 45 ปีที่มีการเลือกตั้งพบว่า ตลาดหุ้นในช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้งดัชนีหุ้นขึ้น 6% และหลังจากเลือกตั้ง 3 เดือน หุ้นจะลง 10% หรือประมาณ 100 จุด จากระดับเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,200 จุด ยังมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง (QE2) หมดในเดือน มิ.ย.นี้ จะไม่ต่อมาตรการ และเชื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาไม่ดี ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าและทำให้เงินไหลออกจากหุ้นไปตลาดพันธบัตรอีกสักพักหนึ่ง ก่อนที่หุ้นจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูไฮซีซันปกติ

ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นทั้งปียังเป็นขาขึ้นอยู่ โอกาสหลุด 1,000 จุดยาก ยกเว้นประเด็นการเมืองเกิดความวุ่นวายหลังเลือกตั้งเสร็จ หรือในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ บล.ไทยพาณิชย์ และ บล.เคที ซีมิโก้ มองคือ แนวรับแรกจะอยู่ที่ 1,050 จุด ก็เป็นจังหวะให้เข้าซื้อได้เช่นกัน แต่มองขาลงลึกสุดอาจเห็น 940 จุด และกูรูส่วนใหญ่ให้เป้าหมายดัชนีปีนี้อยู่ที่ 1,200 จุด


nวิธีเลือกหุ้นปันผล

นักวิเคราะห์มองตรงกันว่านักลงทุนควรเลือกซื้อหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากหรือระดับเงินเฟ้อที่ต่างปรับขึ้นต่อเนื่อง คือประมาณมากกว่า 5% ขึ้นไป บล.เอเซีย พลัส คาดว่าปีนี้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตเฉลี่ย 17% แม้ว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 2030% แต่ก็ใกล้เคียงกับกำไร บจ.สหรัฐและยุโรปที่ 15% ดังนั้นหากหุ้นปรับฐานจากตัวแปรค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าก็เป็นโอกาสเข้าเก็บหุ้นปันผลได้เช่นกัน

นอกจากนี้ นักลงทุนควรเลือกหุ้นปันผลพอสมควรแต่มีขนาดใหญ่ เพราะมีโอกาสได้กำไรยังส่วนต่างราคาหุ้นด้วย เทียบกับหุ้นตัวเล็กที่ปันผลเยอะแต่สภาพคล่องไม่มีเวลาต้องการใช้เงินขายออกไม่ได้

นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ยังแนะนำกลยุทธ์การซื้อหุ้นใหญ่ปันผลว่า หุ้นใหญ่ไม่จำเป็นต้องซื้อเร็ว โดยนักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ว่าควรซื้อหุ้นก่อนจะขึ้นเครื่องหมาย XD 2 สัปดาห์ มากกว่าจะซื้อหุ้นก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD 2 เดือน เพราะอัตราผลตอบแทนแทบไม่ต่างกัน เนื่องจากถ้าซื้อหุ้นใหญ่ก่อนวันแขวนป้าย XD 2 สัปดาห์ และมาขายวัน XD จะได้ผลตอบแทน 1.8% และถ้ายังถือต่อไปราคาหุ้นมักเพิ่มขึ้น และมาขายหลัง XD 2 สัปดาห์ จะได้อัตราผลตอบแทนที่ 3.3%

ขณะที่ถ้าซื้อหุ้นใหญ่ก่อนวัน XD 2 เดือน และมาขายวัน XD จะได้ผลตอบแทน 2.2% และถ้ายังถือต่อไปมาขายหลังประกาศ XD แล้ว 2 สัปดาห์จะได้อัตราผลตอบแทนที่ 3.9% (เป็นการประเมินผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา ยังไม่ได้บวกถึงเงินปันผลที่จะได้รับ ซึ่งถ้าบวกผลตอบแทนปันผลด้วยอาจสูงถึง 10%)

สำหรับหุ้นขนาดกลางเล็ก ควรซื้อในระยะยาวมากกว่า เพราะหากซื้อล่วงหน้าก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD 2 เดือน และมาขายในวัน XD จะได้ผลตอบแทนถึง 5.8% หรือควรขายก่อนถึงวัน XD เพราะถ้าขายหลังจาก XD แล้วจะติดเรื่องสภาพคล่องเพราะไม่ค่อยมีคนเล่น ซึ่งหากซื้อก่อน XD 2 สัปดาห์มาขายวันที่ XD จะได้ผลตอบแทนเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องว่าปกติหุ้นขนาดกลางเล็ก จะให้ผลตอบแทนเรื่องส่วนต่างราคามากกว่าเรื่องเงินปันผล แต่จะมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง

อย่างไรก็ตาม หุ้นปันผลเป็นเรื่องของการรอจังหวะ ไม่ต้องรีบเข้าสะสม ซึ่งปัจจุบันเพิ่งผ่านเทศกาลจ่ายปันผลจากผลประกอบการประจำปี 2553 ไปแล้ว และราคาหุ้นขณะนี้มีหุ้นปันผลหลายตัวปรับขึ้นไปสูงจนใกล้มูลค่าที่ประเมินไว้หลายตัว ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่ผู้ลงทุนควรตั้งรับด้วยการสำรวจหุ้นปันผลจากผลประกอบการครึ่งแรกปี 2554 ไว้ เพื่อรอจังหวะหุ้นปรับฐานในไตรมาส 3 และเก็บหุ้นเข้าพอร์ต ซึ่งปกติเริ่มติดตามการประชุมคณะกรรมการมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล รวมทั้งอดีตการจ่ายปันผลก่อนหน้า และเตรียมเข้าลงทุนประมาณเดือน ก.ค. เพราะ บจ.จะเริ่มมีการประกาศจ่ายปันผลช่วงเดือน ส.ค.ก.ย.

ด้าน บล.เอเซีย พลัส และ บล.เกียรตินาคิน มองว่า ขณะนี้หุ้นหลายบริษัทราคาใกล้มูลค่าที่เหมาะสมแล้ว ควรรอโอกาสหุ้นลงหนักๆ ค่อยเข้าไปซื้อ อย่าไล่เก็บ เนื่องจากตลาดมีโอกาสปรับฐานเกิดขึ้นแถว 1,050 จุด พี/อี 12 เท่า แต่ก็มีหุ้นปันผลที่สามารถเก็บได้ขณะนี้คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ที่เป็นหุ้นที่ไม่หวือหวา แต่อนาคตโอกาสเติบโตดี เพราะซื้อโรงไฟฟ้าในประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) เพียง 9.5 เท่า เทียบโรงไฟฟ้าภูมิภาคแล้วหุ้นถูกมาก และให้อัตราผลตอบแทนปันผล 5.7%

ส่วนหุ้นที่จ่ายปันผลสูงระดับ 6% ขึ้นไป เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มีส่วนต่างราคาหุ้นเกือบ 20% บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) เป็นหุ้นที่รับแรงกดดันวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นได้เป็นอย่างดี และได้ประโยชน์จากนโยบายซื้อบ้านหลังแรกของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ดอกเบี้ย 0% 2 ปี เพราะมีผลิตภัณฑ์หลากหลายและพร้อมขายมาก พี/อี 6 เท่า เทียบอุตสาหกรรม เฉลี่ย 10 เท่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เพราะปรับราคาสินค้าขึ้นต่อเนื่อง

บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) มีส่วนต่างราคาหุ้น 10% บริษัท อสมท (MCOT) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (NBC) บริษัท บ้านปู (BANPU) ที่ราคาหุ้นปีนี้ยังไม่ค่อยขยับ บริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และบริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป (TOG)


nหุ้นผลประกอบการเจ๋งเก่งต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ทั้ง บล.ไทยพาณิชย์ บล.เคที ซีมิโก้ และ บล.กิมเอ็ง มองหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ยังปรับตัวขึ้นต่อได้ เพราะภูมิภาคเอเชียมีสภาพคล่องสูงกว่าสหรัฐและยุโรป แต่นักลงทุนต้องติดตาม นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐที่มีผลต่อเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติเพราะหากส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใด จะมีผลดึงเม็ดเงินกลับไปยังสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงเรื่องภาวะตลาดผันผวนในปัจจุบัน หุ้นปันผลราคาอาจขึ้นมาผิดปกติ และอัตราผลตอบแทนต่ำลง ดังนั้น ควรเลือกลงทุนทั้งหุ้นที่มีการเติบโตและอยู่ในฐานะที่รับความเสี่ยงเมื่อหุ้นมีปัญหา ประกอบกับยังมีปัจจัยการเลือกตั้งและเงินเฟ้อเข้ามาเสริม ได้แก่ หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐา

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน