
MAXเล็งขายที่ดินคืนหนี้กว่า100ล้าน
MAX เผยไตรมาส 2 ได้ข้อสรุปตัดที่ดินขาย ชำระหนี้กว่า 100 ล้านบาท
MAX เผยไตรมาส 2 ได้ข้อสรุปตัดที่ดินขาย ชำระหนี้กว่า 100 ล้านบาท
รอเจรจาธนาคารกรุงเทพซื้อโรงงานผลิตเหล็ก หวังดันรายได้โตจากปีก่อนเท่าตัว คาดใช้เวลา 2 ปีล้างขาดทุนสะสมหมด
นายชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ บริษัท แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น (MAX) เปิดเผยว่า ภายในไตรมาส 2 นี้จะได้ข้อสรุปการชำระหนี้ที่ติดมากับบริษัทเดิมจำนวนกว่า 100 ล้านบาท
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขายที่ดิน จ.ชลบุรี ต่อเนื่องไปถึง จ.ระยอง จำนวน 80 ไร่ ออกไปทั้งหมด หรืออาจจะใช้วิธีอื่นแล้วเก็บที่ดินไว้เนื่องจากเป็นทำเลดีต่อการทำโลจิสติกส์ซึ่งอำนวยต่อบริษัทสำหรับการเริ่มทำธุรกิจผลิตเหล็กปลายน้ำที่จะเกิดในเร็วๆ นี้
“ตอนนี้มีผู้ติดต่อขอซื้อที่ 23 ราย แต่บริษัทมองว่าถ้าจะขายที่แห่งนี้ไปควรขายในราคาที่หักกลบกับการชำระหนี้ทางแบงก์ได้หมดทั้งก้อน แต่ราคาที่ผู้เสนอเข้ามาซื้อนั้นยังไม่ถึงกับที่บริษัทตั้งใจเอาไว้ ขณะเดียวกันบริษัทอาจขอเจรจาปรับลดหนี้ในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากับทางแบงก์อีกทางหนึ่ง”
ประธานกรรมการ กล่าวว่า บริษัทได้หยุดประกอบธุรกิจเครื่องจักรกลทางเกษตร ตอนนี้บริษัทเตรียมตัวเข้าสู่การทำธุรกิจเหล็กแล้วถึง 99% โดยปัจจุบันทำธุรกิจซื้อขายเหล็กเชิงพาณิชย์ (เทรดดิง) และเริ่มมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา แต่เพราะมีภาระดอกเบี้ยของหนี้สินที่ผิดชำระธุรกิจเดิม ทำให้ผลประกอบการทั้งปี 2553 ยังขาดทุน 24 ล้านบาท ขณะที่ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างจะดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตเหล็กแบบปลายน้ำ
อย่างไรก็ดี คาดว่าภายในเดือน มิ.ย. จะได้ข้อสรุปการซื้อโรงงานที่ติดกับธนาคารไว้ได้เรียบร้อย และบริษัทขอใช้เวลา 23 เดือนในการซ่อมและปรับปรุงโรงงาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตเหล็กปลายน้ำและเริ่มรับรู้รายได้ทันทีในต้นไตรมาส 4 นี้ คาดว่าใช้เงินลงทุนซื้อโรงงานที่ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่ได้จากที่บริษัทเพิ่มทุนครั้งก่อน 200 ล้านบาท และที่เหลือมาจากการกู้กับธนาคารพาณิชย์
“ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคารกรุงเทพ เพราะบริษัทต้องการซื้อโรงงานเพียง 1 แห่งเท่านั้น แต่ทางแบงก์เสนอมา 2 แห่ง ซึ่งบริษัทไม่อยากได้ทั้งสองแห่ง เพราะเกินกำลังและความสามารถในการผลิตของบริษัทเกินไป”
นายชำนิ กล่าวต่อว่า หากบริษัทสามารถเดินการผลิตได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ รายได้จากการผลิตเหล็กปลายน้ำนี้จะช่วยดันรายได้รวมของบริษัทปี 2554 โตจากปีก่อนได้เท่าตัว หรือมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเทียบกับปีก่อนบริษัทมีรายได้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยมาจากธุรกิจซื้อขายเหล็กอย่างเดียว ขณะที่กลุ่มเป้าหมายเบื้องต้นเป็นลูกค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเหล็กขนาดใหญ่ (ยี่ปั๊วซาปั๊ว) ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีอัตรากำไรสุทธิที่ 25% ส่วนกำลังการผลิตของบริษัทเริ่มต้นประมาณ 1 หมื่นตันต่อเดือน จากกำลังการผลิตทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนตันต่อปี
นอกจากนี้ บริษัทขอใช้เวลา 23 ปี ในการเพิ่มความสามารถในการผลิต สร้างฐานทุนและฐานการเงินที่แข็งแกร่งกว่านี้ จากนั้นบริษัทขยับกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อไป โดยหวังว่าจะทำให้มีอัตรากำไรสุทธิขยับเป็นที่ 78% และเห็นรายได้ขึ้นไปอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท โดยกำหนดสัดส่วนรายได้ที่เหมาะสมควรมาจากการผลิตเหล็ก 70% และการเทรดดิงอีก 30%
ประธานกรรมการ กล่าวต่อว่า คาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 239 ล้านบาทได้ภายใน 2 ปี และมีผลประกอบการกำไรสุทธิภายในปี 2555 หรือต้นปี 2556 จากนั้นจึงสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น
นายชำนิยังประเมินถึงราคาเหล็กว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นราคาเหล็กในประเทศมากกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 25-26 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาต่างประเทศน่าจะไปถึง 700800 เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง และมองว่าเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ ยุโรปจะมีการฟื้นตัวดีขึ้น รวมทั้งในกลุ่มประเทศ BRIC ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นน่าจะมีความต้องการใช้เหล็กมากขึ้นหลังโดนภัยภิบัติ







