posttoday
ผลสำรวจวิจัย สภาวะธุรกิจแฟรนไชส์ไทย

ผลสำรวจวิจัย สภาวะธุรกิจแฟรนไชส์ไทย

08 กุมภาพันธ์ 2553

8...พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 

หากกล่าวถึงการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ของโลกในรอบ 50 ปีนี้ เรามักจะมุ่งไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเหมือนเป็นต้นแบบ

กระทั่งปัจจุบัน การขยายงานด้านแฟรนไชส์ของเอเชียก็เป็นสิ่งที่นักธุรกิจต่างจับตาเป็นพิเศษมากขึ้น

ยกตัวอย่าง การเติบโตของแฟรนไชส์ในจีนที่มีธุรกิจแฟรนไชส์ไม่น้อยกว่า 2,500 บริษัท เพียงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี หรือการเติบโตด้านแฟรนไชส์ในไต้หวันที่มีธุรกิจแฟรนไชส์ไม่น้อยกว่า 1,800 บริษัท แม้แต่ในเวียดนาม มาเลเซีย ก็มีการนำกฎหมายแฟรนไชส์เข้ามาทดลองใช้ เพื่อควบคุมระบบการลงทุนและส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจอย่างถูกทางมากขึ้น

หันกลับมาดูในเมืองไทย ปัญหาอย่างหนึ่งในระบบแฟรนไชส์ของไทยก็คือ ธุรกิจไม่สามารถเติบโตต่อเนื่อง ขาดความยั่งยืน ถึงจะเปิดตัวขึ้นมามากแต่ก็หายไปจากสารบบมากเช่นกัน ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ดำเนินการเชิงสำรวจหาข้อสรุประบบธุรกิจแฟรนไชส์ประจำปี 2552 เป็นการมองภาพแนวโน้มของระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งการพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาระบบธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นหลัก ซึ่งทำต่อเนื่องมาทุกปี ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

ปีนี้ประเด็นการวิจัยได้เน้นไปที่ความเข้มแข็ง และการเติบโตของระบบแฟรนไชส์โดยรวมของประเทศ ซึ่งปัจจุบันขนาดตลาดแฟรนไชส์ของไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการขยายตลาดของธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีความเข้มแข็ง ผลประกอบการดี มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นตามประมาณการ เท่ากับ 135,338 ล้านบาท

จำนวนสาขา 33,729 สาขา จำนวนธุรกิจ 502 ธุรกิจ ประกอบด้วยธุรกิจที่เป็นแฟรนไชส์ 461 และธุรกิจไขอาชีพ 41 ธุรกิจ และแยกเป็นธุรกิจต่างประเทศ 28 กิจการ ของไทย 476 แฟรนไชส์ มีสาขา 338 ธุรกิจ ที่ยังไม่มีสาขามีถึง 164 ธุรกิจ

lอัตราการล้มเหลว

แฟรนไชส์ของไทยที่สำรวจด้วยการติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ และการสำรวจสาขาของธุรกิจ พบว่ามีการชะลอตัวในการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ และมีธุรกิจจำนวนหนึ่งไม่สามารถติดต่อได้ หรือไม่สามารถให้ข้อมูลด้านธุรกิจแฟรนไชส์ได้ ในกรณีที่พบสามารถตรวจสอบได้มากกว่า 57 รายที่ขาดการติดต่อ และไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้จากด้านอื่น เช่น สื่อการโฆษณา จดหมาย และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เบื้องต้นคาดว่ามีการหยุดดำเนินการด้านแฟรนไชส์ ทำให้อัตราการปิดตัว Failed Rate มีสูงขึ้น

มีข้อสังเกตว่าธุรกิจที่ขาดการติดต่อจะเป็นธุรกิจที่อายุสัญญาค่อนข้างสั้น มีลักษณะการทำธุรกิจแบบธุรกิจไขอาชีพ เมื่อระยะเวลาทำธุรกิจครบตามอายุสัญญา คือ 3 ปี จะปิดตัว

การสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยให้เข้าใจถึงองค์ประกอบธุรกิจที่ต้องสร้างรายได้ต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังในการขยายงานหรือพัฒนาธุรกิจและเป็นความสำคัญที่ต้องส่งเสริมความรู้อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจแฟรนไชส์ที่วางรูปแบบธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง กลายเป็นปัญหาต่อการสร้างความมั่นคงของธุรกิจ รวมถึงการลงทุนในงบประมาณที่ต่ำ ก็ยากต่อการสร้างความมั่นคง เช่น มีการจ้างงานที่ดี ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สร้างรายได้เลี้ยงชีพ แต่ควรสร้างเป็นธุรกิจมีการจัดการเป็นระบบ ขยายธุรกิจได้จริง เพื่อสร้างรายได้ที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ

กระนั้น แม้การสำรวจจะพบว่าธุรกิจแฟรนไชส์ไทยมีแนวโน้มปิดธุรกิจลงค่อนข้างสูง แต่เมื่อแบ่งรูปแบบธุรกิจในแต่ละกลุ่มออกจากกัน แยกตามปัจจัยธุรกิจ เช่น ขนาดธุรกิจ ระบบงาน การบริหาร รวมถึงผลประกอบการ พบว่ามีกลุ่มธุรกิจส่วนหนึ่งที่พัฒนารูปแบบธุรกิจถูกต้อง สามารถขยายสาขาทั้งในประเทศและออกสู่ต่างประเทศได้อย่างดี แสดงถึงการพัฒนาระดับคุณภาพของแฟรนไชส์ในไทยมากขึ้น

lปัจจัยกระตุ้นการพัฒนาคุณภาพ

1.การแข่งขันในระบบการค้าธุรกิจค้าปลีกและระบบแฟรนไชส์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การยกระดับด้านคุณภาพของธุรกิจมีเพิ่มมากตาม เพื่อสร้างทางเลือกในการลงทุน และสร้างคุณภาพธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีธุรกิจไม่น้อยกว่า 30 ธุรกิจ สามารถสร้างคุณภาพในส่วนที่เป็นพื้นฐานธุรกิจ และสร้างบรรทัดฐานให้กับประเภทอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้

2.การยกระดับมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐ จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ วางแนวทางการจัดระดับมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2545 และมีการจัดการอย่างเป็นระบบในช่วงปี 2551 ต่อเนื่องมาถึงปี 2552 ทำให้มีการกำหนดมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การตรวจสอบธุรกิจในระบบเพื่อออกเครื่องหมายตรามาตรฐาน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจด้านนี้เริ่มมองหาข้อเปรียบเทียบที่มีวิธีการตรวจสอบ และมีหน่วยงานรับผิดชอบ เข้ามาร่วมด้วยเพื่อสร้างความเป็นธรรม ในระยะยาวแล้วจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกำกับธุรกิจได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

3.การขยายธุรกิจแฟรนไชส์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจในเขตภาคพื้นเอเชีย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือเกาหลี เข้ามาลงทุนการสร้างสาขา หรือขยายแฟรนไชส์ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในด้านหนึ่งการเกิดกระแสแฟรนไชส์จากต่างประเทศทำให้เกิดความเข้าใจระบบแฟรนไชส์มากขึ้น ทั้งแฟรนไชซอร์ไทยได้เห็นต้นแบบ และแฟรนไชซีก็จะเข้าใจเงื่อนไขของระบบในระดับสากล

แฟรนไชส์ที่แข็งแรงกลายเป็นตัวเปรียบเทียบ เป็นตัวแบบให้เห็นถึงกระบวนการทำงาน การวางแนวคิดและวิธีจัดแบ่งผลประโยชน์ที่กลายเป็นวิธีการที่เห็นได้ว่า จะช่วยให้กระบวนการแฟรนไชส์ทั้งระบบอยู่รอดร่วมกัน การยกระดับรูปแบบธุรกิจจึงเกิดขึ้นตามมาด้วย

แฟรนไชส์ในประเทศจึงมีโจทย์ทางธุรกิจเพิ่มขึ้นที่จะต้องพัฒนาตัวเองให้แข่งขันทั้งธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องเร่งสร้างความพร้อมที่แท้จริง ไม่เน้นเพียงแค่ขยายสาขาเป็นหลักโดยขาดคุณภาพ เพราะในที่สุดระบบที่สร้างก็ไม่สามารถขยายงานต่อได้

เงื่อนไขของระบบธุรกิจแฟรนไชส์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในปี 2552 กลายเป็นสิ่งที่เร่งให้การพัฒนาภาพระบบธุรกิจแฟรนไชส์เด่นชัดขึ้น และด้วยมาตรฐานของภาครัฐจะส่งให้เกิดการวางรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น สร้างกระบวนการการคัดเลือกธุรกิจที่นักลงทุนเลือกจะมีแนวโน้มดีขึ้น ลดปัญหาการหลอกลวงจากระบบธุรกิจที่เป็นกาฝากธุรกิจแฟรนไชส์ในเชิงการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

lวิเคราะห์ธุรกิจรายประเภท

ธุรกิจอาหาร จากเดิมมี 147 ราย ลดเหลือ 126 ราย ที่น่าสังเกตคือ รายที่มีสาขาน้อยกว่า 10 สาขา มีมากถึง 78 ราย แสดงให้เห็นถึงธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทอาหารยังอยู่ในระดับที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง แม้จะเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนมากที่สุดในระบบแฟรนไชส์ แต่ยังมีการพัฒนาได้ไม่เต็มที่

ธุรกิจเครื่องดื่ม มีจำนวน 72 กิจการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีจำนวนสาขามากกว่า 50 สาขาขึ้นไป 22 ราย และธุรกิจขนาดเล็กที่มีสาขาไม่เกิน 10 สาขา มี 37 ราย ปัจจัยความสามารถในการเติบโตของธุรกิจที่เห็นได้ชัด คือ รูปแบบของร้านค้าและการบริการที่ออกแบบแตกต่างกัน ส่งผลให้การขยายธุรกิจมีความแตกต่าง

ธุรกิจขนมเบเกอรี จำนวนค่อนข้างทรงตัว มี 22 ราย ลดลงเพียง 1 ราย ซึ่งยังมีโอกาสในการขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

ธุรกิจการศึกษา มีการขยายตัวต่อเนื่อง จำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 5 ราย รวมเป็น 58 ราย แต่คาดว่า ธุรกิจการศึกษาจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวของจำนวนผู้ประกอบการหน้าใหม่ ฉะนั้น ลักษณะของการเติบโตจะเป็นไปในรูปแบบของผู้ประกอบการรายเดิมขยายสาขามากขึ้น

ธุรกิจด้านความงาม เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ประกอบการมาก จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่การขยายตัวของผู้ประกอบการหน้าใหม่ชะลอลง เหลือเพียงการกระจายสาขาของผู้ประกอบการเดิมออกสู่ส่วนภูมิภาคมากขึ้น ปัจจุบันจำนวนผู้ประกอบการมีอยู่ 50 ราย ลดลง 2 ราย

ธุรกิจค้าปลีก จำนวนผู้ประกอบการลดลงจาก 36 ราย เหลือ 31 ราย ถือเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนเชิงมูลค่ามากที่สุดในระบบ แต่มีจำนวนธุรกิจน้อยกว่าประเภทอื่น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของธุรกิจประเภทนี้สามารถเพิ่มได้ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการ และมูลค่า เนื่องด้วยขนาดตลาดค่อนข้างใหญ่

ธุรกิจด้านหนังสือ สิ่งพิมพ์ และอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่มีรายใหม่เข้ามาให้เห็น แต่ในภาพรวมของตลาดยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง

อีกธุรกิจที่จัดอยู่ในช่วงเริ่มต้นด้านระบบงาน ยังไม่เข้าสู่กระบวนการแฟรนไชส์สมบูรณ์ คือ ธุรกิจที่เรียกว่า ไขอาชีพ ที่ยังเน้นขายสินค้าวัตถุดิบมากกว่าการวางระบบงานให้สาขา

ธุรกิจกลุ่มนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีจำนวน 41 ราย เพิ่มขึ้น 15 ราย แสดงถึงแนวโน้มความต้องการพัฒนาธุรกิจเข้าสู่แฟรนไชส์ ซึ่งกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ถ้ามีการออกแบบระบบงานและวางแผนงานที่ถูกต้อง สามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นได้

สรุปกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนสาขาไม่มากนัก ได้แก่ ธุรกิจเบเกอรี ความงาม อาหาร ธุรกิจบริการ รวมถึงธุรกิจไขอาชีพ ส่วนธุรกิจที่มีการขยายสาขาปานกลาง ได้แก่ ธุรกิจการศึกษา สุดท้าย ธุรกิจที่มีการขยายสาขามาก ได้แก่ ธุรกิจหนังสือ เครื่องดื่ม ค้าปลีก เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค