
จีนเล็งดองขึ้นดอกเบี้ยทั้งปีนี้หวั่นสู้เงินเฟ้อกระทบศก.โต
จีนใช้มาตรการใหม่สู้เงินเฟ้อไม่ให้เศรษฐกิจชะงัก เล็งสั่งธนาคารชะลอปล่อยเงินกู้เป็นหลัก
จีนใช้มาตรการใหม่สู้เงินเฟ้อไม่ให้เศรษฐกิจชะงัก เล็งสั่งธนาคารชะลอปล่อยเงินกู้เป็นหลัก
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ เชื่อว่าจีนอาจตัดสินใจแช่แข็งมาตรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ โดยจะหันมาใช้มาตรการด้านการเงินรูปแบบอื่นในการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ โดยไม่ให้กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงกว่า 5% อาจยังผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้มีคำสั่งให้ธนาคารเอกชนปรับเพิ่มระดับทุนสำรองเป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นมาที่ 0.5% มาอยู่ที่อัตราสำรอง 21% ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ เพื่อจำกัดการปล่อยเงินกู้ ซึ่งจะยังผลให้สภาพคล่องล้นระบบ เป็นสาเหตุของภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และทวีความรุนแรงของปัญหาเงินเฟ้อ
“โอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในปีนี้มีอยู่น้อยมาก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินไหลทะลักเข้าประเทศ และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทางเราจึงคาดว่าจะมีการสั่งให้เพิ่มสัดส่วนทุนสำรองของธนาคารเพิ่มเติมอีก” นักวิเคราะห์จากแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัท โกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า รัฐบาลจีนอาจปล่อยเงินหยวนแข็งค่าต่อเงินเหรียญสหรัฐในอัตรา 6% ต่อปี เพื่อช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ หลังจากที่เงินหยวนแข็งค่าต่อเงินเหรียญสหรัฐทะลุระดับ 6.5% เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่แนะให้รัฐบาลจีนขึ้นค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในจีน และแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังทุ่มความพยายามอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาอาหารและที่อยู่อาศัยที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขเงินเฟ้อช่วงเดือน มี.ค. กระโดดขึ้นมาถึง 5.4% สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 ขณะที่ตัวเลขเดือน เม.ย. อยู่ที่ 5.3% เฉพาะราคาอาหารมีอัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นมาเหนือระดับ 11% เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าที่มิใช่อาหารอยู่ที่ 2.7%







