
อเบอร์ดีนชี้จังหวะเก็บหุ้นจิ๋ว
ลงทุนระยะยาวผลตอบแทนดีเลือกตั้งหนุนตลาดคึก-บจ.โต
ลงทุนระยะยาวผลตอบแทนดีเลือกตั้งหนุนตลาดคึก-บจ.โต
อเบอร์ดีน ชี้ถึงจังหวะเก็บหุ้นกลางและเล็ก หวังผลตอบแทนระยะยาว หลังหุ้นใหญ่วิ่งฉิว ชี้ก่อนเลือกตั้งหนุนการใช้จ่ายคึกคัก บจ.กำไรดี
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาจะเน้นหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งจะเริ่มมองหาหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ราคาอาจปรับตัวขึ้นช้ากว่า เพราะราคาจะถูกและน่าสนใจกว่า จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเลือกลงทุนหุ้นขนาดกลาง เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว 3 ปีขึ้นไป
“กลุ่มอเบอร์ดีนยังมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นไทย ซึ่งการเลือกตั้งก็ชัดเจนขึ้นและจากปัจจัยบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้งก็น่าจะทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ดีต่อเนื่องได้ในช่วงไตรมาส 2 นี้ จากการใช้จ่ายในเรื่องของการเลือกตั้ง แม้กำไร บจ.ปีนี้จะเติบโตน้อยกว่า 2 ปีก่อน แต่ก็น่าจะโตได้ 5-10% และมีอัตราจ่ายเงินปันผล 4.7%” นายอดิเทพ กล่าว
ปัจจุบันกลุ่มอเบอร์ดีนให้น้ำหนักการลงทุนประมาณ 6% มากกว่าตลาดในปัจจุบัน โดยมีเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากเท่านี้มาก่อน เช่นเดียวกับเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2553 ที่ความวุ่นวายทางการเมืองจบ
นายอดิเทพ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก ปัจจุบันบริษัทมีกองทุนเปิดอเบอร์ดีน สมอลแค็พ (ABSM) โดยผลตอบแทน 1 ปี ย้อนหลังที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีเทียบวัดทุกตัวและในช่วง 5 ปี ให้ผลตอบแทนประมาณ 65% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยบวก 42% แม้ว่ากองทุน ABSM จะให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของดัชนี แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในระยะยาวของกองทุน แต่ระยะสั้นที่เงินลงทุนไหลเข้ามาในหุ้นใหญ่ก็ทำให้ผลตอบแทนสู้ไม่ได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น
ปัจจุบันกองทุนนี้มีหุ้นในพอร์ตประมาณ 23 ตัว มีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ของหุ้นในพอร์ตประมาณ 11.7 เท่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 13.8 เท่า มีสัดส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ประมาณ 1.5 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 2.2 เท่า มีอัตราการจ่ายปันผลที่ 4.7% ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 3.7% มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนติดลบ 0.15 มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) 12.6% ชี้ให้เห็นว่าบริษัทในพอร์ตมีเงินสดที่แข็งแกร่ง







