
พณ.เผยยอดธุรกิจตั้งใหม่เม.ย.โต46%
ธุรกิจตั้งใหม่เม.ย.โต 46% เหตุเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง แต่ห่วงครึ่งปีหลังชะลอลงทุนหลังผู้ประกอบการจับตาเลือกตั้งใหม่ ราคาน้ำมันแพง และดอกเบี้ยขึ้น
ธุรกิจตั้งใหม่เม.ย.โต 46% เหตุเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง แต่ห่วงครึ่งปีหลังชะลอลงทุนหลังผู้ประกอบการจับตาเลือกตั้งใหม่ ราคาน้ำมันแพง และดอกเบี้ยขึ้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลทั่วประเทศเดือนเม.ย. 2554 มีจำนวน 5,098 ราย เพิ่มขึ้น 46% เทียบกับเม.ย.ปีก่อน แต่ลดลง 11% เทียบกับมี.ค.ปีเดียวกัน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนเม.ย. 2554 มีมูลค่า 1.52 หมื่นล้านบาท ลดลง 46% หรือลดลง 1.3 หมื่นล้านบาท เทียบกับเม.ย.ปีก่อน และลดลง 25% หรือลดลง 5,122 ล้านบาท เทียบกับมี.ค.ปีเดียวกัน โดยธุรกิจจัดตั้งสูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็นบริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่น และการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ยอดการจัดตั้งธุรกิจในเดือนเม.ย.ยังคงเติบโตอยู่ เป็นผลมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ช่วงไตรมาสแรกขยายตัว 5% การขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อจากภาคการส่งออกและการบริโภคไม่ต่ำกว่า 10% การส่งออกสินค้าไทยเดือนมี.ค.มีมูลค่าถึง 6 แสนล้าบาท และการลงทุนทางตรงเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้นถึง 77%
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเดือนก่อนการจัดตั้งธุรกิจลดลง 11% นั้น อาจเกิดจากสาเหตุในช่วงเดือนเม.ย.มีวันหยุดยาว ทำให้ยอดการจัดตั้งจึงลดลงมา ประกอบกับทุกปีในเดือนเม.ย.การจัดตั้งธุรกิจจะชะลอตัว เนื่องจากเป็นช่วงหยุดพัก และเป็นช่วงส่งงบดุลทางบัญชี อีกทั้งอาจเกิดจากปัจจัยภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่จากปลายปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้ธุรกิจชะลอดูสถานการณ์
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจครึ่งปีหลัง ยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายในและนอกประเทศ โดยปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การชะลอลงทุนธุรกิจจากปัจจัยการเมืองที่มาจากการยุบสภา และกำลังเลือกตั้งใหม่เร็วๆนี้ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น 2.75% ตามแรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อ ส่วนปัจจัยภายนอกยังคงจับตาภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจภายในประเทศหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป ยังคงเติบโตอย่างเปราะบาง ความผันผวนของราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนด้านขนส่งและการผลิตสินค้า ภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในไทย ทั้งหมดนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในการประกอบธุรกิจใหม่ได้
สำหรับการจดทะเบียนเลิกกิจการในเดือนเม.ย. มีจำนวน 567 ราย เพิ่มขึ้น 39% เทียบกับเม.ย.ปีก่อน แต่ลดลง 18% เทียบกับมี.ค.ปีเดียวกัน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการมีมูลค่า 2,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177% เทียบกับเม.ย.ปีก่อน แต่ลดลง 20% เทียบกับมี.ค.ปีเดียวกัน โดยธุรกิจที่จดทะเบียนยกเลิกสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่น ขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวและผู้จัดนำเที่ยว ส่งผลให้มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ และบริษัทจำกัดคงอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 4.87 แสนราย และบริษัทมหาชนคงอยู่ 902 ราย รวมนิติบุคคลคงอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 4.88 แสนราย







