
ปลายเดือนพ.ค.กระหน่ำงบธงฟ้า
โหมงบ 169 ล้าน จัดงานธงฟ้าทั่วประเทศ 633 ครั้ง พร้อมปัดฝุ่นรถเข็นธงฟ้า ขายข้าวแกง อาหารตามสั่ง เริ่มปลายเดือน พ.ค.
โหมงบ 169 ล้าน จัดงานธงฟ้าทั่วประเทศ 633 ครั้ง พร้อมปัดฝุ่นรถเข็นธงฟ้า ขายข้าวแกง อาหารตามสั่ง เริ่มปลายเดือน พ.ค.
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เตรียมจัดงานมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศ ตามที่ได้รับงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 169 ล้านบาท รวม 633 ครั้ง เฉลี่ยจังหวัดละ 810 ครั้ง เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการสินค้าและกลุ่มเกษตรกรนำสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรคุณภาพดี ส่งตรงจากฟาร์มและโรงงานมาจำหน่ายให้ประชาชน อาทิ ไข่ไก่ หมู น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ในราคาต่ำกว่าตลาด 2040% เริ่มปลายเดือน พ.ค.
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมนำโครงการรถเข็นธงฟ้าจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปเริ่มต้นจานละ 1925 บาททั่วประเทศกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ใช้รถเข็นธงฟ้าเก่าที่มีอยู่หลายสิบคัน พร้อมจัดหารถเข็นใหม่เพื่อเปิดให้ประชาชนที่สนใจร่วมโครงการนำรถเข็นอุปกรณ์ค้าขายนำไปจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปราคาประหยัด เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวแกง อาหารตามสั่ง ช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชนอีกทาง เนื่องจากอาหารสำเร็จรูปถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนหลักของประชาชน และมีน้ำหนักในเงินเฟ้อมากถึง 6.87%
กรมการค้าภายในกำลังติดต่อสถานที่แหล่งชุมชนทั้งในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ จะเปิดบริการรถเข็นธงฟ้าจุดละ 2–3 คัน แต่หากพื้นที่ใดเป็นชุมชนใหญ่ต้องการมากจะมีรถเข็นอย่างน้อย 10 คัน โดยผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องจำหน่ายอาหารตามที่กำหนด พร้อมกับจะช่วยหาวัตถุดิบเพื่อให้จำหน่ายอาหารราคาถูกได้ คาดว่าจะเริ่มได้ปลายเดือนนี้เช่นกัน
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สถานการณ์ขายปลีกน้ำมันปาล์มยังอยู่ขวดลิตรละ 47 บาท เนื่องจากรัฐบาลยังอุดหนุนให้ซื้อผลปาล์มสัดส่วนน้ำมัน 17% ในราคา กก.ละ 6 บาทถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและดูแลราคาผลปาล์มไม่ให้ลดต่ำลง
ล่าสุด ราคาผลปาล์มตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 5.506.00 บาท ซึ่งมีความเหมาะสม และรัฐบาลต้องการดูแลราคาผลปาล์มไม่ให้ลดต่ำลงจนเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน หลังจากสิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันปาล์มขวดที่ 47 บาทแล้ว หรือถึงเดือน มิ.ย. จะประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติพิจารณาแนวทางดำเนินการอีกครั้งอย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการก็สามารถเรียกประชุมได้ เบื้องต้นคาดว่าจะไม่ต้องมีการเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาปาล์มอีก เพราะคาดว่าผลปาล์มจะทยอยเข้าตลาดมากขึ้น







