posttoday
ธปท.การันตีสินเชื่อไตรมาส2คึก

ธปท.การันตีสินเชื่อไตรมาส2คึก

07 พฤษภาคม 2554

ผลพวง3เดือนแรกโตกระหึ่ม13.4%หนุนแบงก์กำไร3.4หมื่นล้าน/หนี้เน่าลด

ผลพวง3เดือนแรกโตกระหึ่ม13.4%หนุนแบงก์กำไร3.4หมื่นล้าน/หนี้เน่าลด

ธปท.ชี้แนวโน้มสินเชื่อขยายตัวได้ดีทุกภาคธุรกิจเช่าซื้ออสังหาฯเอสเอ็มอีตัวนำโด่ง ยกเว้นโรงแรมยังทรงตัว

น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สินเชื่อโดยรวมช่วงไตรมาสแรกขยายตัวสูงถึง 13.4% เพิ่มจาก 11.3% เมื่อไตรมาสก่อน ส่งผลให้ระบบธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานถึง 5.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 5,600 ล้านบาท หรือ 10.7% และมีกำไรสุทธิ 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,100 ล้านบาท หรือ 17.8%

“ธปท.มั่นใจว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ปีนี้และระยะต่อไป คือสินเชื่อเพื่อการลงทุนเร่งตัวชัดเจนขึ้นจาก 23 ปีที่ผ่านมาซึ่งแผ่วมาตลอด ภาวะเช่นนี้น่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจโดยภาพรวม และการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดีในปีนี้ด้วย” น.ส.นวพร กล่าว

รายงานของ ธปท.ระบุว่า สินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมขยายตัวเพิ่มเป็น 12.2% จาก 9.0% ในไตรมาสก่อนหน้า แยกเป็นสินเชื่อภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 11% จาก 5.6% สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ขยายตัว 14.6% เพิ่มจาก 9.8% สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างขยายตัว 3.5% จากที่เคยติดลบ 3% และสินเชื่อบริการที่ขยายตัว 2.8% จาก 2.6%

ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยรวมขยายตัว 16.3% ชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 17.7% ซึ่งลดลงจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวค่อนข้างมาก 31.8% จากเดิม 29.5% ด้านสินเชื่อที่ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขยายตัว 9.6% จาก 7.4% ในไตรมาสก่อนหน้า

เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญลดลง เพราะหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ที่ยังไม่หักกันสำรอง(Gross NPl) ในระบบลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.2% ของสินเชื่อรวม จาก 3.6% ขณะที่เอ็นพีเอลสุทธิหลังหักกันสำรอง(Net NPL)ลดลงเหลือ 1.7% จาก 1.9% ตามการลดลงของเอ็นพีแอลในสินเชื่อภาคธุรกิจเป็นสำคัญ “ทิศทางสินเชื่อมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกภาคธุรกิจ แต่จะแผ่วลงบ้างในภาคบริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงแรม ซึ่งเราต้องติดตามดูว่าแผ่วจากอะไร” น.ส.นวพร กล่าว

ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า มีโอกาสที่เอ็นพีแอลจะลดลงเพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้คนมีงานมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ตามปกติ ปัจจัยจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่น่าจะเป็นแรงกดดัน

ด้านการบังคับใช้มาตรฐานบัญชีสากลใหม่และการปรับแบบรายงานงบการเงินตามแนวสากล เพื่อรองรับธุรกรรมใหม่ๆ ที่ ธปท.อนุญาต และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของสำนักงานสอบบัญชีชั้นนำของโลก ซึ่งเริ่มใช้เมื่อ 1 ม.ค.ปีนี้ น่าจะมีผลให้อัตราส่วนทางการเงินของระบบธนาคารในช่วงไตรมาสแรกปีนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ถือว่าส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารไม่มากนัก

มาตรฐานบัญชีใหม่ส่งผลให้เงินต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ยโดยรวมทั้งระบบลดลงจาก 16.2% เหลือ 15.8% และเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1 ratio) ลดลงจาก 12.5% เหลือ 12.1% อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (NIM) ลดลงจาก 2.8% เหลือ 2.4% และอาจมีผลทำให้กำไรสะสมลดลงบ้าง เนื่องจากต้องนำค่าใช้จ่ายด้านผลประโยชน์พนักงานที่ต้องจ่ายในอนาคตมาบันทึกด้วย แต่ภาวะนี้น่าจะกระทบระยะสั้นเท่านั้น

“ถ้าดูจากบีไอเอสเฉลี่ยของระบบแบงก์ไทยเทียบกับประเทศในภูมิภาคแล้วไทยยังถือว่าอยู่ในระดับสูงประมาณ 1315% มีเสถียรภาพ” น.ส.นวพร กล่าว

โพสต์ทูเดย์ – ธปท.เผยมาตรการบัญชีใหม่กระทบธุรกิจแบงก์ไม่มาก เงินกองทุนยังมีเสถียรภาพ เอ็นพีแอลต่ำ

น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การปรับแบบรายงานงบการเงินตามแนวปฏิบัติของสำนักงานสอบบัญชีชั้นนำของโลกและมาตรฐานบัญชีใหม่ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2554 ส่งผลให้อัตราส่วนทางการเงินของระบบธนาคารในช่วงไตรมาสแรกปีนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ถือว่ามีผลกระทบไม่มากนัก

“แม้จะทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส)และกำไรสะสมลดลงบ้าง แต่ถ้าดูจากบีไอเอสเฉลี่ยของระบบแบงก์ไทยเทียบกับประเทศในภูมิภาคแล้ว ไทยยังถือว่าอยู่ในระดับสูงประมาณ 1315% มีเสถียรภาพ เช่นเดียวกับธนาคารต่างๆในภูมิภาคที่มักมีบีไอเอสสูงกว่าแบงกในยุโรปและอเมริกาจึงไม่มีอะไรน่าห่วงมากนัก” น.ส.นวพรกล่าว

ทั้งนี้ การปรับแบบรายงานทางการเงินตามแนวมาตรฐานสากลใหม่มีผลให้บีไอเอสเฉลี่ยโดยรวมทั้งระบบลดลง จาก 16.2% เหลือ 15.8% และเงินกองทุนขั้นที่ 1(Tier 1 ratio)ลดลง จาก 12.5% เหลือ 12.1%

ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(NIM)ลดลง จาก 2.8% เหลือ 2.4% และอาจมีผลทำให้กำไรสะสมลดลงบ้าง เนื่องจากต้องนำค่าใช้จ่ายด้านผลประโยชน์พนักงานที่ต้องจ่ายในอนาคตมาบันทึกด้วย แต่ก็กระทบไม่มากและจะเป็นเพียงระยะสั้นในไตรมาสแรกปีนี้ จากนั้นระบบก็จะเข้าสู่ปกติไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากเหมือนที่ปรับใช้ครั้งแรก

น.ส.นวพร ระบุว่า มาตรฐานบัญชีใหม่จะช่วยรองรับธุรกรรมใหม่ๆที่ธปท.อนุญาตให้แบงก์พาณิชย์ดำเนินการ และง่ายต่อการเปรียบเทียบกับบัญชีของธนาคารในต่างประเทศ

สำหรับยอดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)จะลดลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ส่งผลให้คนมีงานทำมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ตามปกติ ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งมาจากราคาน้ำมันและสินค้าแพงขึ้นนั้น มองว่าไม่น่าจะเป็นแรงกดดันให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น เพราะธนาคารพาณิชย์เองก็มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ทำให้แนวโน้มหนี้เสียมีโอกาสลดลง

“ตราบใดที่คนยังมีงานทำ คนไม่น่ามีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ แรงกดันหนี้เสียไม่น่าจะเพิ่ม แต่ระยะสั้นอาจจะมีบ้างหากได้รับผลกระทบจากปัญหาในระยะสั้น เช่น ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่น ที่อาจทำให้มีปัญหาในการผลิตลดการจ้างงานชั่วคราว แต่ระยะยาวภาคธุรกิจนี้ก็น่าจะดี” น.ส.นวพร

ทั้งนี้ เอ็นพีแอลที่ยังไม่หักกันสำรอง(Gross NPL)มียอดคงค้าง 3.005 แสนล้านบาทหรือ 3.2% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากไตรมาสก่อน 1.21 หมื่นล้านบาท

โดยเอ็นพีแอลของสินเชื่อภาคธุรกิจลดลงเหลือ 3.4% จาก 4% ส่วนเอ็นพีแอลของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคยังคงที่อยู่ที่ 2.3%

ยอดหนี้ค้างชำระมากกว่า 1 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน(Delinquency)ที่ลดลงเหลือ 2.2% จาก 2.6% ของสินเชื่อรวม


 

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน