
เอสเอ็มอีน่าห่วงไม่พร้อมค้าเสรี
เอสเอ็มอีไทยโคม่าพร้อมรับมือเวทีประชาคมอาเซียนแค่ 10%
เอสเอ็มอีไทยโคม่าพร้อมรับมือเวทีประชาคมอาเซียนแค่ 10%
นายสุรศิษฎ์ บุญญาภิสันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยเพียง 2.9 แสนราย หรือ 10% ของเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ที่เตรียมความพร้อมรับมือกับธุรกิจต่างประเทศที่จะเข้ามาแย่งชิงสัดส่วนตลาดสินค้าไทยหลังจากที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
ดังนั้น ภาครัฐและกลุ่มธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องเร่งส่งเสริมให้เอสเอ็มอี 2.9 ล้านราย ได้รวมกลุ่มกันพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจรเกี่ยวกับการทำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกันตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป (คลัสเตอร์) เพราะหากไม่รีบดำเนินการจะส่งผลให้ธุรกิจของคนไทยต้องปิดกิจการลงจำนวนมาก
ล่าสุด มีผู้ประกอบการรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ได้แล้วกว่า 60 กลุ่ม เช่น กลุ่มอาหาร สิ่งทอ รองเท้าและเครื่องหนัง เครื่องแต่งกาย เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ตั้งเป้าว่าภายในปี 2585 จะเพิ่มการรวมกลุ่มให้ได้เป็น 100 กลุ่ม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีรวมกลุ่มกันในการทำตลาด เพราะจะเป็นการสร้างศักยภาพแก่ผู้ประกอบการรายย่อยของคนไทยได้เป็นอย่างดี
ขณะนี้สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของกรมฯ อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนานวัฒกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสร้างมูลค่า โดยเฉพาะอาหาร ที่ปัจจุบันไทยส่งออกต่างประเทศปีละ 8 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเป็น 1 ล้านล้านบาทในปี 2555 เนื่องจากในอนาคตสินค้าประเภทอาหารทั่วโลกลดลงจากภัยธรรมชาติ ส่งผลให้มีราคาแพง ดังนั้นเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์อาหารให้มากขึ้น
ทั้งนี้ กรมฯ มีกิจกรรมร่วมกับผู้ประกอบการรายย่อยมากมายทั้งการฝึกอบรมความรู้ด้านประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด การเปิดสถานีแสดงสินค้าหรือ การจัดโครงการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพเพื่อส่งเสริมการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์อาหารให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภคโดยเฉพาะด้านสุขภาพและสร้างความโดดเด่นด้านโภชนาการ เป็นต้น
สำหรับตลาดในประเทศนั้นต้องการประชาชนที่มีรายได้สูงหรือกลุ่มที่มีเงินเก็บมากๆ ช่วยกันสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างกระแสสินค้าที่เป็นยี่ห้อของไทยที่มีคุณภาพ เช่น การซื้อสินค้าในเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปที่ปัจจุบันผู้ประกอบการได้พัฒนารูปแบบที่หลากหลาย เนื่องจากปัจจุบันยอมรับว่ายี่ห้อไทยที่ผลิตสินค้าระดับสากลมีจำนวนมากแต่ผู้ประกอบการทำประชาสัมพันธ์น้อยจนสินคาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง







