
กิฟฟารีน...ชะลอศูนย์ไลเซนส์ ลุยช่องทางใหม่อีคอมเมิร์ซ
...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
หลังจากซุ่มสร้างโมเดลธุรกิจใหม่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงไทย ได้เปิดตัวศูนย์กิฟฟารีนไลเซนส์ช็อป พร้อมหวังจะเป็นตัวผลักดันให้กิฟฟารีนขยายตัวได้มากในปีนี้ แต่ล่าสุดได้ชะลอรูปแบบธุรกิจดังกล่าวแล้ว
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ กล่าวว่า ได้ตัดสินใจชะลอรูปแบบธุรกิจศูนย์กิฟฟารีนไลเซนส์ช็อปออกไปก่อน เพราะหลังจากมีนักลงทุนสนใจเข้ามาร่วมธุรกิจและเปิดสาขาไปแล้ว 7 แห่ง การดำเนินการของศูนย์ไลเซนส์ มีปัญหา โดยเฉพาะบุคลากรที่มีการเข้าออกสูงมาก พนักงานบางคนอยู่เพียง 3 วัน แต่ต้องใช้เวลาเทรนนิงรวมกว่า 75 วัน ทำให้บริษัทต้องส่งพนักงานเข้าไปรับผิดชอบในส่วนของศูนย์ไลเซนส์อีก ซึ่งค่อนข้างลำบากมาก
นี่คือเหตุผลหลักในการชะลอศูนย์กิฟฟารีนไลเซนส์ช็อป แม้รายได้ของศูนย์จะเป็นที่น่าพอใจ คือมีรายได้ราว 12 ล้านบาทต่อศูนย์ก็ตาม โดยปีนี้กิฟฟารีนจะหันมาขยายสาขาของตัวเอง ในรูปแบบศูนย์ธุรกิจขนาดเล็ก Choose & Shop ซึ่งคาดว่าจะเปิดราว 1020 แห่ง ลงทุนแห่งละ 3 ล้านบาท
นอกจากนี้ จะเปิดศูนย์ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์นครราชสีมาและเชียงใหม่ ที่ใช้เงินลงทุนแห่งละ 50 ล้านบาท รวมถึงปรับปรุงศูนย์ระยองอีก 20 ล้านบาท
พญ.นลินี กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญในการพัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซผ่านโลกออนไลน์ ในชื่อเว็บไซต์ www.giffarineshopping.com ที่จะเป็นเหมือนศูนย์ธุรกิจอีกแห่งหนึ่งบนสื่อสมัยใหม่ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งยังเป็นการขยายฐานสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่ด้วย
ปัจจุบันกิฟฟารีนมีนักธุรกิจอายุไม่ถึง 30 ปี มีสัดส่วน 20% ของจำนวนนักธุรกิจทั้งหมด ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 5.6 ล้านรหัส เป็นสมาชิกที่ทำธุรกิจ 3.8 แสนรหัส และกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้เป็นกลุ่มหลักที่เรียกร้องให้เปิดศูนย์ธุรกิจผ่านเว็บไซต์ หรืออีคอมเมิร์ช เพราะไลฟ์สไตล์ของพวกเขา
พงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด กล่าวว่า ศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนบนโลกออนไลน์จะเปิดตัวได้ในเดือนมี.ค.นี้ เบื้องต้นจะนำสินค้าขายดีราว 100200 รายการ ไปวางจำหน่ายผ่านช่องทางนี้ก่อน รวมถึงลงทุนพัฒนาระบบคอลเซ็นเตอร์เพื่อบริการเสริมกับการซื้อขายผ่านช่องทางนี้ด้วย คาดว่าจะมีสมาชิกใช้บริการผ่านช่องทางนี้ 5 หมื่นคนต่อเดือน
ปัจจุบันช่องทางอีคอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจขายตรง โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจขายตรงมีการค้าขายผ่านช่องทางนี้ สัดส่วน 15% จากยอดขายรวมของอุตสาห กรรมขายตรงทั้งระบบ
“
เราจะทำวิจัยกับนักธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภคว่ามีความต้องการซื้อสินค้าในรูปแบบใด เพื่อพัฒนาออกมาให้รองรับกับความต้องการได้มากที่สุด เพราะอีคอมเมิร์ช จะเป็นช่องทางที่ช่วยขยายเครือข่ายให้กับธุรกิจเป็นอย่างดี มีความสะดวกและไม่ต้องลงทุนสูง” พงศ์พสุกล่าวทั้งนี้ การรุกกลุ่มคนรุ่นใหม่ของกิฟฟารีน ไม่ได้มองแค่ช่องทางเท่านั้น แต่ยังมุ่งพัฒนาสินค้าที่สอดรับกับความต้องการของคนกลุ่มนี้ด้วย โดยล่าสุดร่วมกับบริษัท DAITO KASEI และ IWASE COSFA สองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านวัตถุดิบเครื่องสำอางของประเทศญี่ปุ่น พัฒนาสินค้าคอลเลกชันใหม่ ภายใต้แบรนด์
“TENCHI” เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงานกล่าวได้ว่าวันนี้กิฟฟารีนเปลี่ยนแนวรบใหม่ มามุ่งช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นช่องทางที่กำลังมาแรงตามการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่สอดรับกับเทคโนโลยี แต่ไม่ว่าอย่างไร พญ.นลินี ยังเชื่อว่าช่องทางดั้งเดิมของการขายตรงแบบปากต่อปาก จะไม่มีวันตายอย่างแน่นอน







