
ททท.พลิกวิกฤติภัยพิบัต สร้างท่องเที่ยวอนุรักษ์ยั่งยืน
“การปลุกจิตสำนึกให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวพร้อมใส่ใจรักษ์สิ่งแวดล้อม อาจต้องใช้เวลาปลุกกระแสนาน
“การปลุกจิตสำนึกให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวพร้อมใส่ใจรักษ์สิ่งแวดล้อม อาจต้องใช้เวลาปลุกกระแสนาน
แต่จำเป็นต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทางธรรมชาติ” ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล่าถึงแนวคิดการเปิดตัวแคมเปญ เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน แคมเปญใหม่ล่าสุดของ ททท.
แผนรณรงค์ดังกล่าว ต้องการให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยว พร้อมสร้าง 5 คุณค่าด้านแนวคิด คือ การท่องเที่ยวอย่างสำนึก สร้างสรรค์ ด้วยกัน เข้าใจ และด้วยหัวใจ เพื่อให้หลักคิดดังกล่าวฝังอยู่มโนภาพของคนไทย แทนการกระตุ้นให้เดินทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกลับคืนสู่ประเทศเหมือนที่ผ่านมา
การตระหนักถึงแนวคิดการเดินทางไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปะวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบอย่างไทยให้สืบต่อ โดยเฉพาะการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสวยงามสืบทอดได้ถึงคนรุ่นหลัง ซึ่งกระแสดังกล่าวนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ให้ความสำคัญมากขึ้น หลังจากที่หลายประเทศทั่วโลกประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหว ประเทศนิวซีแลนด์ แผ่นดินไหวและเกิดสึนามิถล่ม ประเทศญี่ปุ่น เป็นภาพสะท้อนได้ว่าธรรมชาติที่ถูกทำลาย ได้สร้างภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ตามมา
ททท.จะดำเนินการแคมเปญนี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2554-2556 โดยปีแรกจะใช้งบ 20 ล้านบาท แบ่งเป็น 12 ล้านบาท โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อครบวงจร และ 8 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมให้ความรู้เพิ่มเติม ผ่านสำนักงาน ททท.ในประเทศ 35 แห่ง ช่วยตอกย้ำสร้างการรับรู้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่
“แคมเปญนี้ถือเป็นแคมเปญแรกที่ใช้กระตุ้นตลาดในประเทศที่ส่งเสริมต่อเนื่องนาน 3 ปี เพราะเชื่อว่าการปลุกจิตสำนึกอาจต้องใช้เวลานานในการสร้างกรอบความคิดใหม่ เหมือนกับการรณรงค์ให้คนไทยเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันคนไทยสูบบุหรี่น้อยลง อนาคตททท.อยากเห็นภาพคนไทยเดินทางท่องเที่ยวพร้อมการรักษาธรรมชาติด้วย” ประกิตติ์ กล่าว
สำหรับสีสันที่ ททท. เตรียมมาสร้างกิจกรรมการรับรู้ผ่านแคมเปญ เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน เตรียมจัดกิจกรรมใหญ่อย่างน้อย 3-4 โครงการ เช่น ร่วมมือกับบริษัท แกรมมี่ เชิญชวนให้คนไทยท่องเที่ยวพร้อมส่งภาพเข้าประกวดตามแนวคิดทั้ง 5 แนวคิดที่ ททท.กำหนดไว้ โดยโครงการนี้ ททท.ได้เชิญ เบิร์ดธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องขวัญใจคนไทยมาร้องเพลงเชิญชวนคนไทยเที่ยวไทยด้วย
นอกจากนี้ ได้ร่วมมือกับสมาคมด้านการท่องเที่ยวจัดแพ็กเกจทัวร์เส้นทางอนุรักษ์ธรรมชาติ ผจญภัย นำเสนอนักท่องเที่ยวคนไทยให้เดินทางเที่ยว พร้อมช่วยลงแรงฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งรายการการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย 2,100 แห่ง เสื่อมโทรม 400-500 แห่ง และ 200 แห่ง ต้องเข้าฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
ประกิตติ์ เล่าว่า ปีแรกของการดำเนินการ ททท.จะมุ่งการท่องเที่ยวแบบด้วยกันบวกกับด้วยใจ เพื่อให้คนไทยเที่ยวพร้อมการสร้างสรรค์แนวคิดที่จะพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่วนแผนปีที่ 2 มุ่งสร้างสำนึกและการสร้างสรรค์คืนสู่ธรรมชาติให้ และปีสุดท้าย มุ่งสร้างความเข้าใจให้กับคนไทยถึงการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม โดยการกระตุ้นแต่ละปีเป็นตามแนวคิดหลักหรือธีมที่ตั้งเป้าหมายไว้ และจะสำรวจผลตอบรับเพื่อนำมาพัฒนา
“การปลุกจิตสำนึกในครั้งนี้ ไม่ได้คาดว่าต้องเพิ่มรายได้ทางการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องทำให้คนไทยรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นเทรนด์ของโลก ซึ่งหลายประเทศแถบยุโรป สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ได้ให้ความสำคัญมาก ซึ่งมองว่าการรณรงค์นี้จะช่วยต่อยอดเป็นจุดขายตลาดต่างประเทศไทยด้วย” ประกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย
ดวงกมล จันสุริยวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (ทีต้า) เล่าว่า ที่ผ่านมาไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ทำให้การส่งเสริมการเดินทางในกลุ่มนี้ ไม่มีกระแสการตอบรับที่มากพอ การที่ ททท.ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เชื่อว่าคนไทยจะให้การตอบรับที่รวดเร็วและมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันคนตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม หลังมีภัยพิบัติน้ำท่วม สึนามิ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จึงเป็นความหวังให้กับนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ เห็นได้ว่าก่อนไทยมีเหตุรุนแรงทางการเมือง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โตเฉลี่ย 30% หลังเหตุการเมืองโตเพียง 10% หาก ททท. กระตุ้นเชื่อว่ากลุ่มท่องเที่ยวอนุรักษ์จะโตได้ 15%ซึ่งเติบโตกว่าการท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ การเข้ามาส่งเสริมอย่างจริงจังในปีแรกของททท. เชื่อว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มอนุรักษ์และผจญภัยปีนี้เติบโตได้ถึง 15%







