
‘ธปท.’ตื๊อใช้ไบบอร์
ธปท.พร้อมผลักดันตลาดเงินไทยใช้ไบบอร์เพิ่มขึ้น เลิกยืมจมูกตลาดเงินสหรัฐที่ผันผวนหายใจ หลังพบธุรกรรมล่าสุดพุ่งแสนล้าน
ธปท.พร้อมผลักดันตลาดเงินไทยใช้ไบบอร์เพิ่มขึ้น เลิกยืมจมูกตลาดเงินสหรัฐที่ผันผวนหายใจ หลังพบธุรกรรมล่าสุดพุ่งแสนล้าน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะมีการผลักดันให้ตลาดเงินในไทย มีการอ้างอิงและใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารของตลาดกรุงเทพหรือไบบอร์มากขึ้น โดยระยะแรกได้ส่งเสริมให้ใช้ระหว่างสถาบันการเงินด้วยกัน และต่อไปก็จะทำให้เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ ระหว่างสถาบันการเงินกับลูกค้า
ขณะนี้ต้องยอมรับว่าตลาดไบบอร์พัฒนามาได้ระดับหนึ่ง มีการใช้กันมากขึ้นในการทำธุรกรรมการเงิน เห็นได้จากยอดคงค้างการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้มีการใช้ในมูลค่าถึงกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว ขณะที่ธุรกรรมในตลาดเงินปี 2553 ก็ใช้กันมากขึ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นกว่าล้านบาท จากปี 2549 มีมูลค่าเพียง 3.3 หมื่นล้านบาท
สำหรับปัญหาที่ผ่านมาที่อ้างอิงน้อยเนื่องจากการกู้ยืมมักจะหาการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Hedge) ซึ่งอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐเป็นหลัก พอสหรัฐมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็เกิดความผันผวน
ต้องอาศัยดอกเบี้ย Thai bath Fix แต่ดอกเบี้ย Thai bath Fix ส่วนใหญ่ใช้กู้ยืมเงินเหรียญสหรัฐ ที่ไปอิงกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาก็ทำให้ตลาดเงินการกู้ยืมของไทยอาจจะมีปัญหาด้วย ธปท.จึงต้องการส่งเสริมให้มีตลาดในการไบบอร์มากขึ้นในอนาคต
“การส่งเสริมเราก็จะทำให้ไบบอร์ ติดปากในตลาดการเงินของไทย ซึ่งจะทำให้ติดตลาดได้ ก็ให้เริ่มพูดถึง เริ่มต้นจากสถาบันการเงิน ต่อไปจะเป็นลูกค้า ให้ลูกค้าเริ่มชิน ได้ยิน สนใจใช้ เป็นพลังในการส่งเสริม ก่อนหน้านี้เวลากู้ยืมเงินเขาจะหา Hedging ที่ต้องหากู้ยืมเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวแล้วอาศัย ใช้ดอกเบี้ย Thai bath Fix ซึ่ง Thai bath Fix ไปอิงกับเงินเหรียญสหรัฐ พอมีปัญหาก็ผันผวน แต่ต่อไปเราก็จะมีดอเบี้ยอ้างอิงเราเอง สะท้อนตลาดเรา ซึ่งต่อไปเราอาจจะมีตลาด ฟิวเจอร์ มีไออาร์เอส ซึ่ง“ต่อไปมีคนใช้ แบงก์แนะนำ ตลาดน่าจะใหญ่ขึ้น ลึกขึ้น เป็นตัวอ้างอิงของไทยเองได้ ไม่ต้องไปยืมจมูกในตลาดเงินเหรียญสหรัฐมาหายใจ” นายประสาร ระบุ
ส่วนภาวะที่เงินเหรียญสหรัฐและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนและมีความเปราะบาง จนล่าสุดบริษัทจัดอันดับเครดิตสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอส แอนด์ พี) ได้ปรับมุมมองตราสารหนี้ระยะยาวของสหรัฐลงจากระดับมีเสถียรภาพเป็นมุมมองเชิงลบ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.ได้มีการปรับการถือครองเงินเหรียญสหรัฐในทุนสำรองระหว่างประเทศไปกว่าครึ่งแล้ว เพื่อความมั่นคง โดยหันมาถือเงินสกุลยูโร เยน ออสเตรเลียดอลลาร์ รวมทั้งสกุลในภูมิภาคเอเชีย
โดย ธปท.ยืนยันว่าการลงทุนยังเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง
แต่ความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐยังอยู่ในระดับ AAA อยู่ ซึ่งการปรับมุมมองนี้ไม่ได้ทำให้ธปท.มีแนวนโยบายที่จะปรับการนำเงินทุนสำรองไปลงทุนในพันธบัตรที่มีความน่าเชื่อถือต่ำกว่า AAA แต่อย่างใด เพราะธปท.ต้องลงทุนตามที่กฎหมยกำหนด “การปรับมุมมองของเอส เอนด์ พี ไม่ได้เกี่ยวโยงกันโดยตรงกับตลาดเงิน หรือสร้างผลกระทบจนน่าเป็นห่วง” นายประสาร กล่าว
ด้านนายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า การหันมาใช้ดอกเบี้ยไบบอร์เป็นเรื่องที่ดีที่ควรส่งเสริม แม้ว่าธุรกรรมในขณะนี้จะมีการใช้ยังไม่มากนัก แต่เชื่อว่าสถาบันการเงินจะมีการใช้มากขึ้นและมีการนำมาใช้ในธุรกรรมอื่นๆ กับลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าในการออกตราสารหนี้พันธบัตรหรือการกู้ยืมเงิน
“จากการส่งเสริมของ ธปท.ซึ่งในตลาดตราสารหนี้น่าจะมีการผลักดันให้ออกตราสารที่เอาไบบอร์มาใช้เป็นตัวอ้างอิงอีกตัวหนึ่งให้มากขึ้น” นายนิวัฒน์ ระบุ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้จัดงาน “Bibor Awards 2011” เพื่อมอบรางวัลให้กับสถาบันการเงินที่พิจารณาใช้ดอกเบี้ยไบบอร์อ้างอิงการทำธุรกรรม พร้อมแสดงความขอบคุณสถาบันการเงินที่ให้ความร่วมมือใช้ไบบอร์มาโดยตลอด และตอกย้ำความสำคัญของไบบอร์ในตลาดเงินไทยและระบบเศรษฐกิจไทยที่ ธปท.จะพัฒนาเป็นนโยบายต่อไป โดยมีผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ กรุงเทพ และธนาคารกรุงเทพได้รับรางวัล







