
ไฟแนนซ์ทูเดย์
การปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมันของรัฐบาล เบื้องลึกเป็นการตัดสินใจของคนสองคนเท่านั้น
การปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมันของรัฐบาล เบื้องลึกเป็นการตัดสินใจของคนสองคนเท่านั้น
หนึ่งคืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สองคือเพื่อนรักอย่าง กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จึงเป็นการลดภาษีโดยที่ข่าวไม่แพร่งพรายรั่วไหลออกไป จนเกิดการเก็งกำไรของนายหน้าค้าน้ำมัน
...ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีมองเห็นก็คือ ปกติแล้วการใช้จ่ายงบประมาณแต่ละปี มีส่วนที่เหลือ “เบิกจ่ายไม่หมด” หรือไม่ก็ “เบิกไม่ทันเวลา” ดังนั้น ถ้ารายได้หายไป 45 หมื่นล้านบาท ก็คงไม่กระทบต่อสภาพคล่องทางการคลังอยู่แล้ว ขณะที่กรณ์มองว่ายังไงก็เก็บเกินดุลนับแสนล้านบาท ไม่รู้จะเอาไปดองเข้าเงินคงคลังทำไม
...งานนี้ถือว่าหักปากกาเซียนในกระทรวงการคลังหลายคน อย่าง นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ตอนนี้ติดภารกิจอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนเหินฟ้าไป ได้ให้เจ้าหน้าที่ศึกษาพบว่าควรลดภาษีสรรพสามิตลง 1 บาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้และงบกลางปี แต่เอาเข้าจริงๆ นายกฯ ลดรวดเดียว 5.70 บาท นริศเลยร้อนใจต้องให้เจ้าหน้าที่ สศค.วิเคราะห์ผลกระทบกันใหม่อีกรอบ
...เพราะแน่นอนว่า การลดภาษีไม่ได้มีแต่ข้อเสียในเรื่องวินัยการคลังอย่างที่นักวิชาการชอบเหน็บแนม ยังมีข้อดีคือเศรษฐกิจจะเดินไปได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าน้ำมันแพงทำให้เศรษฐกิจไทยสะอึกไปเยอะ
...ขณะที่ มั่น พัธโนทัย รมช.คลัง ที่กำกับดูแลกรมสรรพสามิตแท้ๆ แต่กลับไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เพราะเดิมชงไปว่าควรจะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2 บาทต่อลิตรแค่นั้น แถมมั่นไม่ได้เข้าประชุมด้วย เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัวที่สำคัญมากๆ เมื่อมติออกมาเช่นนี้ก็ต้องปรับประมาณการรายได้สรรพสามิตด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าน่ะซิ
...งานนี้ถ้ามองในแง่การเมือง ประชาธิปัตย์เอาคืนเพื่อไทย เพราะสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยตรึงราคาน้ำมันก่อนเลือกตั้งมาแล้ว จนภาระกองทุนน้ำมันติดลบเฉียดๆ แสนล้านบาท ว่าแต่ว่ารัฐบาลใหม่เข้ามา กล้าเลิกอุ้มน้ำมันหรือเปล่า







