posttoday
ภารกิจ 'จุไรรัตน์ ปันยารชุน' โค้งสุดท้ายก่อนถ่ายโอนอำนาจ

ภารกิจ 'จุไรรัตน์ ปันยารชุน' โค้งสุดท้ายก่อนถ่ายโอนอำนาจ

19 เมษายน 2554

บทบาทของ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่งรับภาระการโอนหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงวิกฤตปี 2540

บทบาทของ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่งรับภาระการโอนหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงวิกฤตปี 2540

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

บทบาทของ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่งรับภาระการโอนหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงวิกฤตปี 2540 กำลังจะมาถึงโค้งสุดท้าย โดยตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บสท. ปี 2544 จะต้องยุติบทบาทในวันที่ 8 มิ.ย. 2554 นี้

จนถึงสิ้นปี 2553 ปรากฏว่า บสท.สามารถได้บริหารจัดการหนี้สินด้อยคุณภาพได้ข้อยุติ 15,201 ราย คิดเป็นมูลค่าทางบัญชี 7.74 แสนล้านบาท

คำถาม คือ หากปิด บสท.แล้ว ทิศทางการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของประเทศจะมีแนวทางอย่างไร จำเป็นที่ประเทศไทยยังต้องมีเอเอ็มซีของรัฐในการขับเคลื่อนสะสางหนี้เสียในระบบเพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจหรือไม่

รวมทั้งการปล่อยให้เอเอ็มซีของรัฐอีก 2 แห่ง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) เข้ามารับมือกับการบริหารหนี้เสียที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร

ภารกิจ 'จุไรรัตน์ ปันยารชุน' โค้งสุดท้ายก่อนถ่ายโอนอำนาจ

จุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บสท. ประเมินว่า ณ วันที่ 8 มิ.ย. 2554 บสท.จะมีสินทรัพย์รวม 1.7 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว (TDR) 5.1 หมื่นล้านบาท สินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) 8 หมื่นล้านบาท เงินฝากธนาคาร 3.9 หมื่นล้านบาท และมีหนี้สินจากตั๋วสัญญาใช้เงินที่ยังไม่ได้ไถ่ถอน 6.1 หมื่นล้านบาท สัดส่วนสินทรัพย์ต่อหนี้สิน 278.7%

และเมื่อเริ่มวันที่ 9 มิ.ย. 2554 คณะกรรมการชำระบัญชีจำนวน 7 คน ที่แต่งตั้งโดย รมว.คลัง จะเข้ามาทำงานแทน มีกรอบเวลาชำระบัญชีให้เสร็จภายใน 1 ปี หากไม่เสร็จต้องรายงานต่อ รมว.คลัง ทราบเพื่อที่จะขยายเวลาการทำงานได้อีก 1 ปี

ในปีแรกอาจต้องทำงานหนักมาก เพราะจะต้องจัดตั้งกองสินทรัพย์ที่จะขาย มีโจทย์หลักคือจะตั้งกองสินทรัพย์อย่างไรให้ดูดีและเป็นธรรม ที่สำคัญไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย

โดยขณะนี้ บสท.จัดทำแผนยุบเลิก บสท. จะเตรียมเรื่องการส่งมอบว่ามีอะไรที่ค้าง แต่ละงานมีใครรับผิดชอบ พอคณะกรรมการชำระบัญชีเข้ามาจะได้ทำงานต่อได้ทันที

บสท.ได้เสนอแนวคิดแนวทางการจัดตั้งกองสินทรัพย์ โดยต้องการจัดตั้งกองสินทรัพย์มีการแยกบัญชีลูกหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว (TDR) แยกจากสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) และแยกตามสถาบันที่โอนมา

บสท.เสนอให้มีการประมูลสินทรัพย์แบบเฉพาะเจาะจง โดยในส่วนบัญชีลูกหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังคิค 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1.การเปิดให้ บสก. กับ บสส. เข้ามาประมูลเท่านั้น

แนวทางที่ 2 คือ สถาบันการเงินผู้โอนมาซื้อไป เพราะเป็นลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และมีการผ่อนชำระหนี้ตามปกติ สถาบันการเงินผู้โอนบางรายต้องการที่จะซื้อ เพราะเป็นหนี้ของเขา เท่ากับเป็นการเพิ่มฐานสินเชื่อ เพราะหนี้บางรายปรับโครงสร้างหนี้แล้วมีการผ่อนชำระหนี้ดีมาก ซึ่งมีสถาบันการเงินบางรายสนใจที่จะซื้อแล้ว

ส่วนหนี้เอ็นพีเอ เหลือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นเอ็นพีเอพร้อมขายประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และอยู่ในระหว่างการบังคับคดี 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะจัดกองสินทรัพย์ขายแบบเฉพาะเจาะจงให้ บสก. กับ บสส. แต่สถาบันการเงินคงจะมาซื้อไม่ได้เพราะมีข้อกำจัดในการถือครองสินทรัพย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ถือครองสินทรัพย์เอ็นพีเอได้ไม่เกิน 5 ปี เป็นอุปสรรคในการเข้ามาซื้อเอ็นพีเอ

บสท.คิดว่าแนวทางการจัดการสินทรัพย์ดังกล่าวจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและไม่กระทบกับระบบเศรษฐกิจ เหตุผลที่ไม่ขายให้กับเอกชนหรือต่างประเทศ และเลือกที่จะขายแบบเฉพาะเจาะจงให้กับเอเอ็มซีของรัฐเพื่อให้นำไปจัดการต่อ ทั้งที่มีหลายคนมองว่าน่าจะเปิดประมูลขายทั่วไปเพราะจะทำให้มีการแข่งขันด้านราคา แต่จริงๆ บสก.มีราคากลางของสินทรัพย์ทั้งหมด

“มองว่าการซื้อกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับรัฐ คือ บสก. บสส. เราลดตรงนี้ไปเพิ่มตรงโน้นก็กระเป๋าเดียวกัน ประเทศก็ไม่เสียหาย ลูกหนี้ก็ไม่กระทบ เพราะการปรับโครงสร้างไม่ใช่โหดร้ายรุนแรง” จุไรรัตน์ ระบุ

นอกจากนั้น ทรัพย์ส่วนใหญ่ที่โอนมา 73% เป็นหนี้ที่โอนมาจากสถาบันการเงินภาครัฐ ในจำนวนนี้เกือบ 40% มาจาก บสส. เพราะโอนมาประมาณ 3 แสนล้านบาท ฉะนั้นการตั้งโมเดลขายให้ บสส. หรือ บสก. น่าเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างดี เพราะว่าผู้โอนคือภาครัฐ ผู้ซื้อกลับไปก็คือภาครัฐ หลังจากการบริหารจัดการเสร็จ เอกชนโอนมาเพียง 20%

ลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วโอกาสที่สถาบันการเงินจะมาซื้อมีมาก ตอนนี้จึงได้เปิด “ดาตารูม” เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เปิดข้อมูลให้สถาบันการเงินมาดูลูกหนี้ของตนเอง ว่าควรซื้อลูกหนี้กลับคืนหรือเปล่า หากมีการเปิดให้สิทธิซื้อคืนก่อน ซึ่งธนาคารกรุงเทพได้เข้ามาดูแล้วก็มองว่าลูกหนี้เก่าหลายรายมีศักยภาพปรับปรุงหนี้แล้ว ก็จะประมูลซื้อกลับ ก็คงจะต้องเป็นในช่วงของคณะกรรมการชำระบัญชีในการตัดสินใจ

“ถ้าจะมาซื้อบัญชีลูกหนี้กลับไปก็ต้องขอให้เหมาซื้อไปไม่ใช่มาเลือกเป็นรายลูกหนี้ไป ถ้าเลือกซื้อบัญชีลูกหนี้จะต้องจ่ายในราคาตามมูลค่าปัจจุบัน ไม่ได้ส่วนลดเหมือนกับการเหมาซื้อบัญชีลูกหนี้ทั้งกอง” จุไรรัตน์ กล่าว

นอกจากนั้น ยังเสนอด้วยว่า หลังจากยุติภารกิจ บสท.แล้วรัฐบาลควรมีโฮลดิงคอมพานี แต่ก็ไม่อยากจะให้เรียกว่าเอเอ็มซีแห่งชาติ เป็นเอเอ็มซีโฮลดิง ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าของหรือให้เป็นองค์กรอิสระอีกหน่วยหนึ่งขึ้นมา ที่จะไม่ติดระบบราชการ และไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ เงินทุนเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องมาก เพราะว่าจะมีสินทรัพย์ที่อยู่ในองค์กร

“มองว่ายังคงต้องมีเอเอ็มซีรัฐในการบริหารจัดการหนี้เสียของประเทศ แม้ว่า บสท.จะปิดไปแล้วและมีการชำระบัญชี 2 ปีตามพระราชกำหนด แม้สินทรัพย์คงเหลือจะหมดแล้ว แต่บางครั้งเรื่องคดีความยังไม่หมด จะต้องมีบุคคลที่ต้องดูแลติดตาม คำถาม คือ บสท.ไม่มีชื่อแล้ว ถูกลบออกจากทะเบียนแล้วใครจะดูแล ดังนั้นมองว่าคณะบุคคล หรือองค์กรอิสระหรือองค์กรกลางนี้จะเป็นผู้ดูแล เช่นเดียวกับกองทุนฟื้นฟูฯ แม้ว่าจะปิดตัวไป มีสินทรัพย์คงเหลือ จะขายไปให้ บสก. บสส. แต่ก็ยังมีในเรื่องของคดีความ ก็ให้เอเอ็มซีโฮลดิงเป็นผู้ดูแลได้ด้วย” จุไรรัตน์กล่าว

โดยรูปแบบของเอเอ็มซีโฮลดิงอาจจะต้องมีการจัดตั้งองค์กรนิติบุคคลเฉพาะกิจขึ้นใหม่ หรือที่เรียกว่า “เอสพีวี” เพื่อไม่ให้เกิดหนี้สาธารณะ

จุไรรัตน์ กล่าวว่า ได้เคยเสนอความคิดอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับเอเอ็มซีโฮลดิงให้ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นประโยชน์ผลได้ผลเสียเป็นอย่างไร

บทบาทหน้าที่ “โฮลดิ้ง” จะทำหน้าที่แค่ถึงหุ้นและกำกับดูแล แทนกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีหน่วยงานโดยตรงที่จะมาดูแลด้านการบิรหารจัดหารหนี้เสีย ไม่เหมาะและดูไม่ดีถ้าจะมาตั้งสำนักงงนปลัดดูแลเรื่องเอเอ็มซี เพราะจะดูว่าประเทศชาติไม่ปกติ ถ้าประเทศชาติปกติมันจะต้องไม่มีเอเอ็มซีแห่งชาติ

“เอเอ็มซีของรัฐมันควรเกิดมาชั่วคราวเมื่อแก้ไขปัญหาหมดก็ต้องยุบ ถ้าอยู่ถาวรจะต้องมีคนดูแลให้กระทรวงการคลัง ไม่ควรไปติดระบบกระทรวงติดระบบราชการจะยุบเลิกยาก”

ในภาวะปกติก็ควรที่จะต้องมีองค์กรที่จะต้องดูแลบบริหารจัดการหนี้ อย่างในประเทศมาเลเซีย รัฐบาลไม่เอเอ็มซีมีแต่เอกชน อย่างเกาหลียังมีเท็มโก้ของรัฐบาลอยู่ ยังไม่เลิก อย่างสหรัฐไม่มีเอเอ็มซีแล้วแต่จะมีเอกชนที่รับจ้างบริหาร แต่ของไทยภาวะปกติไม่ควรจะมีแต่ประเทศไทยอยู่ระหว่างกำลังพัฒนาการเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจะต้องมีการปล่อยสินเชื่อที่มีเอ็นพีแอลบ้าง ดังนั้นเป็นข้อสรุปว่าต้องมีเอเอ็มซีองค์กรรัฐยังคงต้องมีอยู่ สักสักระยะหนึ่ง ระยะยาวด้วย

สำหรับเรื่องการจัดการพนักงานหลังจากยุบ บสท.นั้น กรรมการผู้จัดการ บสท. กล่าวว่า ปัจจุบัน บสท.มีพนักงานประจำ 300 คน พนักงานสัญญาจ้าง 100 คน จะมีพนักงานส่วนหนึ่งยังต้องทำหน้าที่ชำระบัญชีในช่วงแรกประมาณ 200 คน และเริ่มลดเหลือ 150 คน หรือลดครึ่งหนึ่งในปี 2555-2556 คือลดลงตามลักษณะของงาน

ขณะเดียวกัน ได้ประสานงานกับสถาบันการเงินอื่นๆ ให้มารับพนักงาน บสท.ไปทำงาน เพราะพนักงานของ บสท.มีประสบการณ์ด้านปรับโครงสร้างหนี้ ลักษณะงานคล้ายกัน คืองานด้านสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็ก-กลาง ต้องการคนมีประสบการณ์ เพราะว่าแบงก์ต้องการก้าวเร็ว ถ้ารับเด็กจบใหม่จะต้องใช้เวลานานว่าจะเริ่มทำงานได้

นอกจากคุยกับธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แล้วยังได้คุยกับสถาบันคุ้มครองเงินฝากและธนาคารเกียรตินาคิน ก็สนใจจะรับพนักงาน บสท.

นับจากนี้ต่อไปปัญหาแนวทางการบริหารหนี้เสียของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อาจจะต้องรอลุ้นถึงช่วงรัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินใจ

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน