
วัดประสิทธิภาพธนาคารพาณิชย์ ใครใหญ่ได้เปรียบ
รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในปี 2553 ธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบสามารถสร้างผลกำไรรวมกันได้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท
รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในปี 2553 ธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบสามารถสร้างผลกำไรรวมกันได้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท
โดย...ทีมข่าวการเงิน
รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ในปี 2553 ธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบสามารถสร้างผลกำไรรวมกันได้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 34.5%
ตัวเลขที่ปรากฏออกมาสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจการธนาคาร ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตขึ้นถึง 7.8% และแรงผลักดันจากการลงทุนในภาคเอกชนที่เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ตัวเลขเงินฝาก สินเชื่อและผลกำไรของธนาคารแต่ละแห่งในรอบปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นปีทองของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจขาขึ้นกันไปอย่างเต็มเปา
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเค้กมีอยู่เพียงก้อนเดียวให้แบ่งกันกิน งานนี้ก็ต้องวัดกึ๋นธนาคารแต่ละแห่งว่าใครจะสามารถฉกฉวยและตักตวงเนื้อเค้กออกมาได้เป็นชิ้นเป็นอันที่สุด เพราะส่วนแบ่งยิ่งก้อนใหญ่เท่าใดย่อมแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของธนาคาร ผู้บริหารและพนักงานที่สามารถจะทำผลงานได้อย่างแข็งขัน รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น
การรวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี 2553 ของธนาคารพาณิชย์ ทำให้พบว่า ธนาคารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อพิจารณาในด้านการฟันผลกำไรตลอดทั้งปี ได้แก่ ยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ ที่ทำกำไรสุทธิไปทั้งสิ้น 2.459 หมื่นล้านบาท เฉือนอันดับ 2 อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ไปอย่างเฉียดฉิว โดยเหตุที่กำไรพุ่งพรวดขึ้นมานั้นส่วนหนึ่งมาจากการขายหุ้นธนาคารสินเอเซียไปให้กับธนาคารไอซีบีซีจากประเทศจีน
ขณะที่อันดับ 2 ธนาคารไทยพาณิชย์ทำกำไรในปีที่ผ่านมาไปทั้งสิ้น 2.842 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นอัตราผลกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมาเลยทีเดียว งานนี้ต้องยกนิ้วให้ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ ซีอีโอหญิงเก่งของแบงก์ใบโพธิ์ ผู้ซึ่งบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทางผลกำไรของธนาคารใหม่ ผลงานเข้าตาขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “คุณเค.ซี” จะได้รับการขยายอายุงานจากคณะกรรมการต่อไปอีก 2 ปี
อันดับ 3 ตกเป็นของธนาคารกสิกรไทย เจ้าของสโลแกน “บริการทุกระดับประทับใจ” ของตระกูล “ล่ำซำ” ที่โกยกำไรไปเบาะๆ 2.004 หมื่นล้านบาท อันดับ 4 ได่แก่ ธนาคารกรุงไทย ที่สยายปีกวายุภักษ์โฉบกำไรตามมาห่างๆ ที่ 1.491 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามผลกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ธนาคารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ธนาคารเล็กอย่างธนาคารเกียรตินาคิน ที่มีอัตราผลตอบแทนต่อหุ้นอยู่ที่ 17.92% และมีการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.40 บาทต่อหุ้น อันดับ 2 เป็นของธนาคารทิสโก้ ที่มีอัตราผลตอบแทนต่อหุ้นอยู่ที่ 17% และจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.25 บาทต่อหุ้น อันดับ 3 ธนาคารไทยพาณิชย์ มีอัตราผลตอบแทนต่อหุ้นอยู่ที่ 14.88% และจ่ายเงินปันผลในอัตรา 3.00 บาทต่อหุ้น
จากผลกำไรข้ามไปดูหัวใจหลักของธุรกิจธนาคาร คือ เงินฝากและสินเชื่อบ้าง โดยตำแหน่งแชมป์การเติบโตด้านเงินฝาก ตกเป็นของธนาคารกรุงเทพ ด้วยยอดรวม 1.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.5% อันดับ 2 ธนาคารกรุงไทย มียอดรวมเงินฝากที่ 1.22 ล้านล้านบาท อันดับ 3 ธนาคารกสิกรไทย ด้วยยอดรวม 1.04 ล้านล้านบาท และอันดับ 4 ธนาคารไทยพาณิชย์ มียอดรวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีก่อน
ด้านการปล่อยสินเชื่อ อันดับ 1 ยังคงเป็นของธนาคารกรุงไทย ที่มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1.16 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการเข้าไปปล่อยกู้ในโครงการต่างๆ ของภาครัฐในปีที่ผ่านมา อันดับ 2 ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ เจ้าตลาดสินเชื่อขนาดใหญ่ ที่มียอดสินเชื่อรวมที่ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.9% อันดับ 3 ธนาคารกสิกรไทย เบอร์ 1 ด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยมียอดสินเชื่อรวม 1 ล้านล้านบาท และอันดับ 4 ธนาคารไทยพาณิชย์ ด้วยยอดสินเชื่อรวม 9.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7%
เมื่อพิจารณาจากยอดเงินฝากและสินเชื่อในธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กแล้ว จะเห็นได้ว่ายังห่างไกลธนาคารใหญ่อย่างลิบลับ โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยามี ยอดเงินฝากรวมเพียง 5.52 แสนล้านบาท ธนาคารทหารไทย มียอดรวม 4.10 แสนล้านบาท ขณะที่ธนาคารขนาดเล็กอย่างทิสโก้ เกียรตินาคินและซีไอเอ็มบี มียอดเงินฝากเฉลี่ยอยู่ที่ 59 หมื่นล้านบาทเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าเงินฝากกว่าครึ่งในระบบถูกหมุนเวียนอยู่ในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
ด้านการปล่อยสินเชื่อ อันดับหนึ่งยังคงเป็นของธนาคารกรุงไทย ที่มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1.16 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการเข้าไปปล่อยกู้ในโครงการต่างๆของภาครัฐในปีที่ผ่านมา อันดับ 2 ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ เจ้าตลาดสินเชื่อขนาดใหญ่ ที่มียอดสินเชื่อรวมที่ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.9 % อันดับ 3 ธนาคารกสิกรไทย เบอร์ 1 ด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยมียอดสินเชื่อรวม 1 ล้านล้านบาทและอันดับ 4 ธนาคารไทยพาณิชย์ ด้วยยอดสินเชื่อรวม 9.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7 %
สำหรับสินเชื่อในกลุ่มธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก นั้นก็สอดคล้องกับตัวเลขเงินฝากเช่นกัน โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา หนึ่งในผู้นำด้านสินเชื่อรายย่อย มียอดสินเชื่อคงค้างที่ 5.75 แสนล้านบาท ธนาคารทหารไทย มียอดสินเชื่อรวม 3.63 แสนล้านบาท ขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดเล็กมียอดสินเชื่อคงค้างเฉลี่ยอยู่ที่ 8 หมื่น 1 แสนล้านบาท
เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ไปแล้ว ต้องไม่ลืมดูประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงหรือหนี้เสียซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันด้วย โดยธนาคารที่มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลต่ำที่สุด ได้แก่ ธนาคารทิสโก้ ที่ 1.59% รองลงมาเป็นธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่ 2.68% อันดับ 3 เป็นของธนาคารกสิกรไทยที่ 2.90%
ในทางกลับกันธนาคารที่มีเอ็นพีแอลสูงเป็นอันดับ 1 ได้แก่ ทหารไทย โดยมีหนี้เสียสูงถึง 8.26% รองมาเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีหนี้เสียคิดเป็น 5.45% และอันดับ 3 ธนาคารกรุงไทย ที่ 5.28%ปิดท้ายด้วยการดูตัวเลขสินทรัพย์รวม ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงขนาดและประสิทธิภาพในการแข่งขันของแต่ละธนาคาร โดยธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมมากที่สุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ โดยมีสินทรัพย์รวมที่ 1.82 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10 % อันดับ 2 เป็นธนาคารกรุงไทย ที่ 1.64 ล้านล้านบาท อันดับ 3 ธนาคารกสิกรไทย ด้วยสินทรัพย์รวม 1.37 ล้านล้านบาทและอันดับ 4 ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินทรัพย์รวม 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.2 % จากปีที่ผ่านมา
อันดับ 5 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีสินทรัพย์รวม 7.94 แสนล้านบาท อันดับ 6 ธนาคารทหารไทย มีสินทรัพย์รวม 5.65 แสนล้านบาท อันดับ 7 ธนาคารทิสโก้ 1.46 แสนล้านบาท อันดับ 8 เกียรตินาคิน 1.36 ล้านบาทและอันดับ 9 ซีไอเอ็มบี ไทย 1.32 แสนล้านบาท
ตัวเลขที่รวบรวมมานั้นแม้ว่าจะไม่ได้คำนวณตามสูตรการวัดประสิทธิภาพที่แท้จริงของแต่ละธนาคาร แต่คงจะพอสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันของธนาคารขนาดต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์ไทยได้บ้างทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยกว่าครึ่งนั้นวนเวียนอยู่ใน 4 ธนาคารขนาดใหญ่ โดยที่แบงก์ขนาดกลางและขนาดเล็กยังจัดว่าห่างชั้น ทำให้ต้องดำเนินกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม ในทางธุรกิจที่ว่าด้วยเรื่องเงินๆทองๆอย่างธนาคาร คงไม่มีใครยอมถูกตีกินง่ายๆอย่างแน่นอน ดังนั้นในปีนี้ที่หลายสำนักทำนายว่าเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง การแข่งขันของธนาคารจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ส่วนธนาคารใดจะใช้ประสิทธิภาพที่มีอยู่ตักตวงผลประโยชน์ได้มากที่สุด คงต้องรอชมกันในช่วงปลายปี
ว่าต้องใหญ่ถึงจะอยู่รอด ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในปีนี้จะเห็นการควบรวมธุรกิจธนาคารอีกครั้ง







