
ให้มืออาชีพช่วยบริหารเงิน
แอ๊ดวานซ์ไลฟ์ ประกันชีวิต บุกธุรกิจบริหารเงินส่วนบุคคล กับบริการ“เอไลฟ์ แพลน”
แอ๊ดวานซ์ไลฟ์ ประกันชีวิต บุกธุรกิจบริหารเงินส่วนบุคคล กับบริการ“เอไลฟ์ แพลน”
ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ทุกวันนี้หากใครมีเงินถุงเงินถังเพื่อฝากไว้ในแบงก์รอกินดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนที่ได้รับเข้ามาในแต่ละเดือนคงไม่มีทางได้เป็นกรอบเป็นกำเหมือนในอดีตเป็นแน่ แต่ปัจจุบันด้วยความที่สินค้าทางการเงินมีความหลากหลาย มีความซับซ้อนและมีช่องทางลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ได้มากขึ้น จึงต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพเข้ามาดูแลภายใต้การให้บริการ “บริหารการเงินส่วนบุคคล”
โดยปัจจุบันรูปแบบการบริหารเงินส่วนบุคคลไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการจากฝากของแบงก์พาณิชย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อบริษัทประกันชีวิตกำลังเริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทเพื่อในบริการนี้มากขึ้น ด้วยการจับทั้งสินค้าประกันชีวิตและสินค้าการเงินมาควบรวมกัน อย่างบริษัทแอ๊ดวานซ์ไลฟ์ ประกันชีวิต(เอไลฟ์) ก็ได้ฤกษ์บุกธุรกิจการบริหารเงินส่วนบุคคลเต็มตัว ภายใต้บริการที่ชื่อ“เอไลฟ์ แพลน” (A Life Plan) เจาะกลุ่มลูกค้าเงินหน้าโดยเฉพาะ ทำให้ลูกค้าเองมีช่องทาง มีตัวเลือกในการใช้บริการมากขึ้น
"กลยุทธ์ที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคลของเราจะเน้นเรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ โดยผ่านแผนการลงทุนนั้นจะสอดคล้องกับความต้องการของบุคคล ทั้งในด้านการสร้างความมั่งคงทางการเงิน การปกป้องทรัพย์สิน และการบริหารเงินสด ซึ่งจะมีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินมาทำหน้าที่เป็นที่คำปรึกษาให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ" นายเมธี จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกร บริษัท เอไลฟ์ กล่าว
สำหรับบริการดังกล่าวจะมองถึงภาพรวมด้านการเงินของลูกค้าทั้งหมดก่อน ซึ่งสิ่งแรกก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องหนี้สินเป็นหลัก ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่ ก็จะวางแผนให้ปลดหนี้ก่อนกำหนดได้หรือไม่ เช่น การเพิ่มค่างวดต่อเดือนลงไปอีก 3,000-4,000 บาท เป็นไปได้หรือไม่ แผนระยะสั้น กลาง และยาวจะเป็นอย่างไร หรือบางคนยอมเป็นหนี้ระยะยาว แต่ก็มีเงินสดไว้มาก ตรงนี้จะทำอย่างไรก็เหมาะสมได้
ส่วนหากลูกค้าคนใดมีศักยภาพที่จะออมเงินได้ ก็จะเสนอแผนให้อีกแบบหนึ่ง โดยลูกค้าเป็นผู้กำหนดว่า มีความต้องการแบบไหน ต้องการมีเงินเก็บไว้ก้อนหนึ่งเพื่อรองรับหลังเกษียณอายุในอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ช่วงเริ่มต้นของบริการเอไลฟ์ แพลน จะเน้นจับกลุ่มลูกค้าที่มีฐานเสียภาษีตั้งแต่ 20% เป็นหลักก่อน เนื่องจากเป็นฐานที่มีรายได้สูงและมีโอกาสออมเงินสูง ด้วยการเข้าไปดูแลทางด้านการเงิน ทั้งการลงทุนระยะสั้น กลาง ยาว การวางแผนด้านภาษี แผนเงินออม แผนการลงทุน รวมถึงแผนการคุ้มครองทรัพย์สินและชีวิต เป็นการลงทุนผ่านสินค้าทางการเงินประเภทๆต่าง ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) หรือแบบประกันชีวิตและประกันวินาศภัย
ที่สำคัญบริษัทไม่ได้มีการคิดค่าบริการหรือค่าบริหารจัดการกับลูกค้า ลูกค้าจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น แม้บริษัทจะเสนอแผนทางการเงินให้กับลูกค้าแล้วและลูกค้าไม่ทำตามแผนก็ตาม บริษัทจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นที่ได้จากสินค้าหรือกองทุนต่างๆ เท่านั้น
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องยัดเยียนสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งการที่บริษัทไม่คิดค่าใช้จ่ายกับลูกค้าโดยตรง ทำให้การเสนอผลตอบแทนในส่วนของบริษัทเองสามารถทำได้สูงกว่าตลาด อย่างแผนการลงทุนประกันขีวิตตอนนี้ก็ให้ผลผลตอบแทนถึง 4.49%ต่อปี
“เราไม่ได้แค่วางแผนให้ครั้งแรกแล้วเสร็จเลย แต่จะต้องมีการติดตามว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ และต้องมีการตรวจแผนกับลูกค้าทุก 6 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 100% หากทำตามแผนที่กำหนดไว้ ก็จะได้ผลตอบแทนและเป้าหมายตามที่ลูกค้าตั้งใจไว้”นายเมธี กล่าว







