
สิ่งแวดล้อม-อากาศเปลี่ยนเร่งตลาดอาหารเสริมแข่งดุ
ปีนี้หลายภูมิภาคเล่นสงกรานต์
ปีนี้หลายภูมิภาคเล่นสงกรานต์
พร้อมกับสายฝนหลงฤดูที่โปรยปรายลงมา ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยเจออากาศหนาวผิดฤดูมาแล้วในช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
อากาศแปรปรวนกับเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ความเครียดที่เกิดขึ้นจากสภาวะอากาศที่แปรปรวน ตอกย้ำให้แนวโน้มการดูแลเรื่องสุขภาพยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกๆ ผู้บริโภคให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกันปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพเติบโตค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไปในสัดส่วน 1030% เป็นโอกาสให้เจ้าของสินค้าเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ องค์กรอิสระชั้นนำระดับโลก ที่มีชื่อเสียงในด้านการวิจัยข้อมูลทางการตลาดของผู้บริโภคในประเทศต่างๆ รวม 62 ประเทศ เปิดเผยข้อมูลตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย ปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 2.66 หมื่นล้านบาท เติบโต 12% แบ่งเป็นตลาดวิตามินรวม 2,100 ล้านบาท
ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานกรรมการบริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ บริษัท เซเรบอส แปซิฟิก กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมทุกช่องทางจำหน่าย คาดว่าจะมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เฉพาะช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลิตภัณฑ์แบรนด์ถือเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งสูงสุดในตลาดนี้ และเป็นผู้นำที่ครองส่วนแบ่ง 90% เฉพาะตลาดซุปไก่ มูลค่า 4,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักติดต่อกันหลายปี
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารขยายตัวมากขึ้นมาจาก 1.แนวโน้มเรื่องสุขภาพกลายเป็นเรื่องใหญ่ของผู้บริโภค ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จากการทำงานหนัก สู้กับมลภาวะ ความเครียด ความต้องการมีสุขภาพดี บางคนมองว่าสำคัญมากกว่าเรื่องเงิน 2.ผู้บริโภคให้ความสนใจลงลึกไปถึงคุณสมบัติของสิ่งที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของแต่ละบุคคล
3.ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวก สบาย ตอบโจทย์ความต้องการอย่างง่ายๆ ในขั้นตอนเดียว 4.ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ตอบสนองความเป็นตัวตน และ 5.ต้องเป็นสินค้าที่สร้างความมั่นใจในมาตรฐาน คุณภาพการผลิต และความปลอดภัย
“สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น ในการเสนอทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค” ลักขณา กล่าว
ทั้งนี้ เซเรบอสจะใช้ยุทธศาสตร์ออนไลน์ เป็นช่องทางในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยใช้งบลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท
นอกจากการแข่งขันในตลาดค้าปลีกที่รุนแรงแล้ว ช่องทางจำหน่ายหลักของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผ่านธุรกิจขายตรง ซึ่งปีนี้แต่ละค่ายหันมากลับมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากยิ่งขึ้น ตามแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันความสนใจในเรื่องสุขภาพของคนไม่จำกัดอายุ มีทั้งผู้บริโภคในยุคเจนเอกซ์ หรืออายุระหว่าง 31-45 ปี เจนวาย อายุ 11-30 ปี ที่เติบโตมาพร้อมกับยุคอินเทอร์เน็ต ขณะที่ประชากรกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ อายุ 46-65 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และกลุ่มนี้สนใจดูแลรักษาสุขภาพเพื่อร่างกายที่แข็งแรงและอายุยืนมากขึ้น
ปีนี้บริษัทจึงให้ความสำคัญในการทำตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทรีไลท์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยใช้งบรวม 80 ล้านบาท ในการทำตลาด และคาดว่าผลิต ภัณฑ์กลุ่มนิวทรีไลท์จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 5,600 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 15% ที่มีรายได้ 5,100 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในระบบขายรงอย่างออริเฟลม ประเทศสวีเดน ซึ่งไม่เคยทำตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาก่อน ได้นำเข้าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ “เวลเนส บาย ออริเฟลม”
ศุภราภรณ์ เอส ซี เปา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า สุขภาพของคนยุคปัจจุบันอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ไม่ว่าจะเรื่องของความเครียด การพักผ่อนที่น้อยลง การรับประทานอาหารอาหารไม่ครบหมู่ บริษัทจึงคิดค้นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
ทั้งนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ ออริเฟลม จะเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงาม ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตสูงกว่าตลาดวิตามิน กลุ่มนี้มีความต้องการทั้งผู้ชายและผู้หญิง คาดว่าจะทำยอดขายเป็นสัดส่วนถึง 30% ของรายได้รวมในปีแรก และทำให้ยอดขายรวมของบริษัทเติบโตไม่น้อยกว่า 30%







