
บัตรเครดิตเปิดศึกชิงลูกค้า ปลุกใจราชาเงินผ่อน
ขึ้นไตรมาส 2 ของปีนี้
ขึ้นไตรมาส 2 ของปีนี้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ขึ้นไตรมาส 2 ของปีนี้ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างยกโขยงกันทำโปรโมชันบัตรเครดิตแข่งกันยกใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อกระตุ้นยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ลดลงอย่างฮวบฮาบในไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากประชาชนช็อกกับราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างเป็นทางการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานออกมาล่าสุดแค่เดือน ม.ค. 2554 มียอดการใช้จ่าย 9.87 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2553 ที่มียอดการใช้จ่ายถึง 1.19 แสนล้านบาท ลดลงไป 17.44% หรือ 2.08 หมื่นล้านบาท
การใช้จ่ายผ่านบัตรที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการใช้จ่ายมากที่สุด 6.09 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นบัตรที่ออกโดยบริษัทประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน 2.62 หมื่นล้านบาท ขณะที่บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมีแค่ 1.16 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การรูดบัตรเครดิตซื้อสินค้าจะลดลง แต่ยอดการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตมีถึง 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 453 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก หากสินค้าแพงค่าแรงยังถูกอยู่เช่นนี้
ทว่า ตัวเลขแค่เดือน ม.ค.นั้น ยังวัดไม่ได้ว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะหดตัวลงมาก เพราะเดือน ธ.ค. ของทุกปีเป็นเทศกาลปีใหม่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเทศกาลที่จะให้ของขวัญแก่กันและกัน
แต่เมื่อขึ้นเดือน ก.พ. และ มี.ค.ของปีนี้ ราคาสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์สั่งอั้นเอาไว้ไม่ให้ผู้ประกอบการขึ้นราคา ก็ทยอยขึ้นราคา เฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูปขึ้นราคาครั้งละ 5 บาท ทำให้ประชาชนเริ่มรู้สึกชักหน้าไม่ถึงหลัง ประกอบกับ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ตาม ทำให้ประชาชนเกิดอาการไม่แน่ใจในอนาคต จึงเริ่มชะลอการใช้จ่าย
ยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตสะท้อนภาพการชะลอตัวการบริโภคของประชาชนได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
แต่รายได้จากบัตรเครดิต นับว่าเป็นรายได้ที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือรายได้จากร้านค้าที่ธนาคารเก็บจากร้านค้าที่รับบัตรเครดิต ดังนั้นการชะลอตัวของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จึงนับว่าเป็นหม้อข้าวรายได้สำคัญทางหนึ่งของธนาคารพร่องลงไป ก็จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้คนใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นวันหยุดยาว เป็นโอกาสที่ดีที่จะกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น
แม้จะโชคไม่ดีที่สภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากเกิดอากาศเย็นและฝนตก ยอดการขายสินค้าหน้าร้อน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ พัดลม ชุดว่ายน้ำ ฯลฯ แทนที่จะขายกระหน่ำ กลับมียอดขายหด เพราะประชาชนไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อ
สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตทำก็คือ จับมือกับห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ จัดหนักในการส่งเสริมการขายในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ในหลายรูปแบบ โดยหวังให้ผู้ใช้ได้ผลประโยชน์มากขึ้น อาทิ คืนเงินเข้าบัญชี ส่วนลดเพิ่ม และสิทธิประโยชน์อื่น
สิ่งที่บัตรเครดิตต่างๆ ให้กับลูกค้า จะมุ่งไปที่บัตรแพลทินัม เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังการซื้อสูงมากกวาลูกค้ากลุ่มอื่น ยอดการใช้ของลูกค้ากลุ่มนี้หากเพิ่มขึ้น จะสามารถทดแทนรายได้จากบัตรอื่นๆ ได้มาก เริ่มตั้งแต่ให้สิทธิที่จอดรถพิเศษแก่ลูกค้าในห้างสรรพสินค้าดังที่มีที่จอดรถจำกัด เพียงแสดงบัตรเครดิต คุณก็จอดรถได้โดยไม่ต้องวนหาที่จอดรถให้เสียเวลา
ก่อนที่จะเริ่มจับจ่ายก็ควรจะต้องดูโปรโมชันที่แต่ละธนาคารทำกับห้างสรรพสินค้า หรือห้างร้านต่างๆ ให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งบัตรเครดิตส่วนใหญ่ขณะนี้นิยมให้ส่วนลดเพิ่มจากที่ห้างสรรพสินค้าให้แล้วอีก 1020% โดยใช้คะแนนสะสมในบัตรเครดิตเท่าราคาสินค้าแลกส่วนลดเพิ่ม เช่น ซื้อสินค้า 1,000 บาท ก็ใช้คะแนนสะสมในบัตรเพิ่มอีก 1 คะแนน ก็จะได้ส่วนลดอีกตามที่กำหนด
นอกจากนี้ ก็จะมีการกำหนดวงเงินการใช้ เช่นซื้อครบตามจำนวนที่กำหนดก็จะได้บัตรของขวัญเงินสดจากห้างสรรพสินค้าเพิ่มอีก หรือคืนเงินเข้าบัญชี ยิ่งซื้อมากก็ยิ่งได้เงินคืนมาก
รวมทั้งร่วมกับบริษัทน้ำมันต่างๆ หากใช้บัตรเครดิตเติมน้ำมันก็จะได้ส่วนลดตั้งแต่ลิตรละ 1030 สตางค์ สามารถนำเอาคะแนนสะสมในบัตรเครดิตแลกเป็นเงินสดซื้อสินค้าได้เลย
สำหรับลูกค้าที่ไม่มีกำลังจะซื้อของมูลค่าสูงในครั้งเดียว บัตรเครดิตก็จะจัดโครงการให้ผ่อนชำระซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ใช้โปรแกรมเงินผ่อนดอกเบี้ย 0% มีตั้งแต่ผ่อนสั้นและผ่อนยาว 3 เดือน 6 เดือน และ 10 เดือน โปรโมชันนี้สามารถใช้ได้ทุกแผนกในห้างสรรพสินค้า แม้กระทั่งแผนกสินค้าฟุ่มเฟือย อย่าง เครื่องสำอาง เพชร ทองคำรูปพรรณ
แค่นี้ยังไม่พอ เพื่อล่อใจให้ลูกค้าใช้บริการผ่อนสินค้ามากขึ้น ก็ให้คะแนนสะสมคูณเข้าไปตั้งแต่ 2 เท่า หรือ 3 เท่า เพื่อให้ลูกค้าสนใจซื้อสินค้าให้มากขึ้น
ทั้งลด แลก แจก แถม ขนาดหนักนี้ จะสามารถดึงยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของประชาชนในเทศกาลสงกรานต์ได้หรือไม่ก็จะต้องติดตามดู เพราะวันหยุดยาวประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับต่างจังหวัด
แต่หากเป็นคน กทม.ออกไปตากอากาศในต่างจังหวัด ไปใช้บริการในโรงแรมและร้านอาหาร ก็ยังคงใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดอยู่ดี เพราะนอกจากจะได้ส่วนลดแล้ว ยังได้สิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย
อย่าลืมว่ากลุ่มรากหญ้าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจบัตรเครดิต ฉะนั้นธนาคารก็ดีดลูกคิดรางแก้วแล้วว่า แม้จะอัดโปรโมชันหนักแค่ไหนก็ตาม ก็จะอยู่ในงบค่าใช้จ่ายของธนาคารที่ยอมเจียดออกมา และธนาคารได้คุ้มเสีย ขอให้ลูกค้าใช้เงินธนาคารจะมีรายได้อื่นๆ ตามมา
เทศกาลสงกรานต์นี้ ถือเป็นการประลองยุทธ์ของบัตรเครดิตแต่ละค่าย แต่เป็นแค่การเริ่มต้นของไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งการกระตุ้นตลาดตั้งแต่เริ่มไตรมาสก็จะทำให้การให้สินเชื่อรายย่อยเป็นไปตามเป้าหมาย ที่สำคัญดูไปแล้วท่าทางในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยอดการกดใช้เงินสดจากบัตรเครดิตจะมากกว่า การใช้บัตรซื้อสินค้า เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อทำให้ความต้องการเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น
สำหรับลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิตก็อย่าเพลิดเพลินกับสิทธิประโยชน์จนลืมไปว่า การรูดเงินผ่านบัตรเครดิตซื้อสินค้านั้นเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ และหากใช้เกินตัวจนไม่สามารถจะจ่ายได้แล้ว ในที่สุดแล้วก็จะติดกับดักหนี้ แล้วก็จะต้องปวดหัวกับการหมุนเงินมาใช้หนี้ที่ไปก่อเอาไว้จากการไม่ยับยั้งชั่งใจในการจับจ่ายใช้สอย
ก่อนควักบัตรเครดิตออกมาใช้ ก็ขอให้คิดสักนิดว่าจำเป็นหรือไม่







