
บทเรียนน้ำมัน147เหรียญสหรัฐ สอนบจ.รับมือความเสี่ยง
ล่าสุดสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ทยอยปรับขึ้น คณะกรรมการความเสี่ยงได้มีนโยบายกำชับว่าต้องป้องกันความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันกำไรขั้นต้นที่จะได้จากน้ำมันดิบที่ซื้อในแต่ละคาร์โก
ล่าสุดสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ทยอยปรับขึ้น คณะกรรมการความเสี่ยงได้มีนโยบายกำชับว่าต้องป้องกันความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันกำไรขั้นต้นที่จะได้จากน้ำมันดิบที่ซื้อในแต่ละคาร์โก
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
อดีตอันบอบช้ำเมื่อปี 2551 ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งกระฉูดทำประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการแตะระดับสูงสุดที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหลังจากนั้นราคาเคลื่อนไหวผันผวนสูงมาก และใช้เวลาเพียง 3 เดือนก็รูดลงเร็วและแรง ร่วงจากจุดสูงสุดมาอยู่ในระดับ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ครั้งนั้นไม่ใช่แต่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมีอย่างเดียวที่เจ็บหนักจากการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน แม้จะเป็นตัวเลขเพียงทางบัญชีก็ตาม แต่ก็ส่งผลต่อการบริหารงานและผลการดำเนินงานไม่น้อย ธุรกิจพลังงานประเภทอื่นต่างก็ได้รับบทเรียนไปด้วย เช่น ถ่านหิน รวมทั้งกลุ่มธุรกิจอื่นด้วย เนื่องจากน้ำมันเป็นตัวแปรหรือต้นทุนหลักในการขนส่ง
เมื่อ 2 ปีก่อนกลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) เป็นเครือหนึ่งที่กำหนดทิศทางให้เฝ้าระวังชัดเจนว่า ให้ตั้งทีมประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงของราคาน้ำมันและราคาปิโตรเลียม ทั้งกลุ่มบริษัท ปตท. ที่เดิมแต่ละบริษัทมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่เป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ครั้งนี้ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน และกำหนดการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้าในแบบกลุ่มบริษัท โดยแบ่งเป็นทีมคณะกรรมการชุดใหญ่และชุดเล็ก และคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็ยังคงทำหน้าที่ถึงปัจจุบันนี้
แต่คำถามที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือราคาน้ำมันที่ไต่ระดับสูงสุดไปเรื่อยๆ และทรงอยู่ระดับสูงมานานแถวระดับ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลายคนจึงกังวลว่าอดีตจะกลับมาทำร้ายการดำเนินของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จนทำให้บริษัทส่วนใหญ่จำเป็นต้องตั้งทีมเฝ้าระวังบริหารความเสี่ยงขึ้นมาพิเศษหรือไม่ และแต่ละบริษัทจะมีกลยุทธ์อะไรบ้างที่มาช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นมากอย่างทุกวันนี้
“ชัยวัฒน์ เครือชะเอม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่เคยผันผวนสูงเมื่อปี 2551 ได้สร้างความโกลาหลกับราคาถ่านหินในทิศทางเดียวกัน เพราะปกติราคาถ่านหินจะปรับขึ้นไปในทิศทางเดียวกันน้ำมัน แต่ครั้งนั้นราคาถ่านหินขยับตามไม่ทัน ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบขาดทุนจากการสั่งซื้อราคาถ่านหินล่วงหน้า เพราะใช้แต่นโยบายล็อกราคาถ่านหินคงที่จึงทำให้บริษัทต้องเผชิญกับโชคและความเสี่ยงที่เท่ากัน เนื่องจากบริษัทสามารถมีตัวเลขกำไรจากสต๊อกจำนวนมาก ในทางกลับกับก็อาจมีตัวเลขขาดทุนจากสต๊อกถ่านหินจำนวนมากเช่นกัน
ดังนั้น ตั้งแต่ครั้งนั้นทำให้บริษัทเปลี่ยนนโยบายการซื้อถ่านหินที่เคยกำหนดราคาคงที่ทั้งหมดมากำหนดราคาถ่านหินคงที่ 50% และกำหนดราคาถ่านหินที่แปรผันตามตลาดอีก 50% ซึ่งวิธีนี้ทำให้บริษัทไม่ต้องมารับความเสี่ยงว่ามีรายการขาดทุนสต๊อกถ่านหินจากเดิมหรือไม่ และจะไม่มีกำไรจากการซื้อถ่านหินที่มาอย่างเมื่อก่อน
“ถึงปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเริ่มเข้าสู่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง บริษัทก็ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งทีมขึ้นมาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื่อว่าราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนอย่างอดีต เพราะมีทิศทางที่ค่อยๆ ปรับขึ้น ส่วนราคาถ่านหินก็ค่อยๆ ขึ้นมาทีละขั้นไม่โลดโผนอย่างเมื่อก่อน ประกอบกับบริษัทยังคงใช้นโยบายสต๊อกราคาถ่านที่คงที่ และแปรผันตามราคาตลาดอย่างละครึ่งต่อเนื่อง”
ทำให้มองว่าน้ำมันที่ขึ้นครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับสต๊อกถ่านหินและต้นทุนของบริษัทด้วย เพราะปีนี้บริษัทจะรับผลจากที่บริษัทลงทุนระบบโลจิสติกส์มาตลอด 3 ปี ทั้งคลังสินค้าและท่าเรือ ซึ่งทำให้บริษัทลดต้นทุนการขนส่งได้มากอยู่แล้ว
“ชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ราคาน้ำมันผันผวนช่วงปี 2551 ทำให้บริษัทต้องฟ้องบริษัทน้ำมันต่างประเทศแห่งหนึ่งที่ไม่ยอมส่งน้ำมันดิบให้กับบริษัทในราคาน้ำมันที่ต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คาดว่าเรื่องน่าจะจบได้ภายในสิ้นปี 2554
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันมีความผันผวนจากระดับสูงสุดถึงต่ำสุดในเวลารวดเร็ว ส่งผลกระทบกับบริษัทเล็กน้อย
จากกรณีดังกล่าวบริษัทจึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงขึ้นมา เพื่อคอยดูแลปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้าส่งผลกระทบการดำเนินงาน โดยเริ่มต้นมีนโยบายให้ทำประกันความเสี่ยงการผันผวนของราคาน้ำมันเพื่อป้องกันกำไรขั้นต้น หรือมูลค่าของสินค้าคงเหลือโดยให้อายุสัญญาทั้งหมดมีอายุเพียง 6 เดือน ขณะเดียวกันก็ซื้อ-ขายสัญญาล่วงหน้าสำหรับซื้อวัตถุดิบกับธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งป้องกันความความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการทำเฮดจ์จิงล่วงหน้าทั้งหมด 100%
และล่าสุดสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ทยอยปรับขึ้น คณะกรรมการความเสี่ยงได้มีนโยบายกำชับว่าต้องป้องกันความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันกำไรขั้นต้นที่จะได้จากน้ำมันดิบที่ซื้อในแต่ละคาร์โก เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ประสบการณ์ครั้งที่แล้วสอนเรามาก แต่พอเรามีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงคอยดูแลและทำหน้าที่จับตาในสิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบกับบริษัท เห็นได้ชัดว่าทำให้บริษัทมีการตั้งรับกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทันก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น”
ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างรวดเร็วครั้งนี้ บริษัทไม่ต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษใดขึ้นมาแล้ว เพราะทางคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีการติดตามและส่งต่อนโยบายการปฏบัติที่เคร่งครัดออกมาให้ผู้บริหารและพนักงานเฝ้าระวังและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี
ขณะที่ “วรวรรณ งานทวี” กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ (ASIMAR) กล่าวว่า บริษัทได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงขึ้นมาตั้งแต่ 7 ปีก่อน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บริษัทมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะวิกฤตไหนบริษัทจะมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงคอยติดตามและแนะนำการบริหารอย่างใกล้ชิด โดยผลที่เกิดขึ้นหลังมีคณะกรรมการความเสี่ยงทำให้บริษัทมีการบริหารจัดการเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันทำให้บริษัทมีการทำเฮดจ์จิง 100% กับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ยูโร และเงินเยน
แต่สำหรับเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นสูงในปัจจุบันกลับเป็นปัจจัยลบทางอ้อมที่มีผลต่อวัตถุดิบหลักอย่างพวกสินค้าซอฟต์คอมมูนิตี เช่น เหล็ก ที่บริษัทใช้เป็นวัตถุดิบต่อเรือและซ่อมเรือจะมีการปรับขึ้น ทำให้บริษัทจำเป็นต้องบริหารสต๊อกเหล็กไว้ล่วงหน้าให้ดีสำหรับลูกค้าต่อเรือ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่น่าห่วง เพราะไม่ว่าจะเป็นลูกค้าต่อเรือหรือซ่อมเรือ บริษัทสามารถปรับราคาวัตถุดิบกับลูกค้าได้โดยตรง
ประกอบกับบริษัทยังให้น้ำหนักความเสี่ยงเรื่องปัญหาวิกฤตทางการเงินของโลก ที่จะมีเซอร์ไพรส์จากประเทศไหนอีกหรือไม่ เพราะจะมีผลโดยตรงทำให้ความต้องการต่อเรือและซ่อมเรือหายไปจากระบบจำนวนมาก
จากคำตอบของผู้บริหาร บจ. นั้นแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันที่เริ่มไต่ระดับขึ้นอีกครั้ง แม้จะเป็นปัจจัยลบต่อการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม แต่เชื่อว่าจะส่งผลกระทบไม่มากนัก เป็นเพราะบจ.มีบทเรียนและประสบการณ์จากที่ราคาน้ำมันผันผวนในครั้งก่อน ได้กลายเป็นวัคซีนชั้นดีให้ บจ.ตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงขึ้นมาเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างถาวร ซึ่งท้ายสุดนำมาสู่การบริหารจัดการให้องค์กรมีประสิทธิภาพและศักยภาพมากขึ้น จึงไม่ประหลาดใจว่าในสถานการณ์ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายด้าน บจ. ส่วนใหญ่ยังคงรักษาหรือเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ได้ไม่ตกเลย และส่งผลต่อการขยายตัวของกำไรสุทธิ







