posttoday
บลจ.อเบอร์ดีนโชว์ผลงานกองทุนอินเดีย

บลจ.อเบอร์ดีนโชว์ผลงานกองทุนอินเดีย

07 เมษายน 2554

บลจ.อเบอร์ดีน โชว์ผลงานกองทุนอินเดีย เปิดกองทุน 3 สัปดาห์ได้ผลตอบแทน 6.6% เชื่อหุ้นอินเดียมีโอกาสเติบโตสูง

บลจ.อเบอร์ดีน โชว์ผลงานกองทุนอินเดีย เปิดกองทุน 3 สัปดาห์ได้ผลตอบแทน 6.6% เชื่อหุ้นอินเดียมีโอกาสเติบโตสูง

นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน ประเทศไทย กล่าวถึงกองทุนเปิดอเบอร์ดีน อินเดีย โกรท ฟันด์ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย ผ่านกองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกลเบิล-เอเดียน เอ็คควิตี้ ฟันด์ ว่า หลังจากจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนเมื่อ 16 มี.ค. 2554 กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้ว 6.6%

นายเอเดรียน ลิม ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ทีมตราสารทุนเอเชีย บลจ.อเบอร์ดีน สิงคโปร์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มมีมุมมองต่อตลาดหุ้นอินเดียดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นอินเดียถูกเทขายอย่างหนัก จนกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในภูมิภาค 

นอกจากนี้ นายเอเดรียน ยังกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ ที่ส่วนใหญ่จะเข้าไปลงทุนในตลาดอินเดีย เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นน้อยที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียมีการพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากกว่าการส่งออก

เช่นเดียวกับพอร์ตลงทุนของกองทุนที่มีการลงทุนในบริษัทที่มีความเชื่อโยงกับประเทศญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และยังไม่มีการปรับพอร์ตลงทุนแต่อย่างใด แต่หากสถานการณ์ทั้งในตะวันออกกลางและญี่ปุ่นยืดเยื้อออกไป 1-2 ไหตรมาส อาจจะต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่า ลริษัทที่ลงทุนอยู่ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

“ในปัจจุบันอัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอินเดีย ยังคงเป็นจุดขายหลักของอินเดีย โดยที่ราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นอินเดียอยู่ที่ 15-16 เท่า ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคเอเชียที่อยู่ที่ 14 เท่า ในขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า อัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนในอินเดียจะสูงถึง 15-20%” นายเอเดรียน กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายเอเดรียน กล่าวว่า พีอีของบริษัทจดทะเบียนที่กองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกลเบิล-เอเดียน เอ็คควิตี้ ฟันด์ ถือหุ้นอยู่จะมีพีอีสูงกว่า พีอีของตลาด โดยอยู่ที่ 19-20 เท่า เนื่องจากเน้นลงทุนในบริษัทด้านอุปโภคบริโภคและบริษัทข้ามชาติที่มักจะมีพีอีสูงกว่าตลาด และคาดว่า จะมีอัตราการเติบโตของกำไรประมาณ 8-15% ในปีนี้

“ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งในระดับภูมิภาคและในประเทศอินเดีย แต่ไม่ได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของประเทศอินเดีย เปลี่ยนไปมากนัก โดยที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง 11-15% อัตราดอกเบี้ยสูง ในระดับ 8% และมีความเป็นไปได้ที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีก แต่เชื่อว่า ในระยะกลางถึงระยะยาวปัญหาเงินเฟ้อในอินเดียจะเบาบางลง เพราะภาครัฐมีออกมาควบคุม” นายเอเดรียน กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน