
Crisis Watch
Triple Bottom Line
Triple Bottom Line
ตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เริ่มคลี่คลาย ถ้าไม่มีฝนตกหนักน้ำทะเลหนุน ทุกอย่างคงกลับคืนสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมาพูดถึงมาตรการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว มากกว่ามาตรการเยียวยาระยะสั้น เพราะถ้าไม่คิดถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแล้ว ก็ต้องมานั่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกๆ ปี ซึ่งแต่ละปีสร้างความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่ต้องฟื้นฟูเป็นประจำแทบทุกปี
แม้ว่าแต่ละครั้งที่เกิดน้ำท่วมจะไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในภาคใต้ เช่นครั้งนี้แม้จะเสียหายหลายจังหวัด แต่ก็มีบางจังหวัดที่ได้รับผลกระทบไม่มาก อย่างไรก็ตาม เกือบทุกพื้นที่ในภาคใต้ของประเทศไทยจะต้องประสบพบเจอภาวะน้ำท่วมบ่อยๆ ซึ่งถ้าฟังข่าวคราวในประเทศมาเลเซียซึ่งมีพื้นที่ติดกันกับภาคใต้บ้านเรา กลับไม่ค่อยได้ยินข่าวน้ำท่วมใหญ่ในมาเลเซียที่มีฤดูฝนที่ฝนตกชุกกว่าและนานกว่าบ้านเรา นั่นเพราะมาเลเซียสามารถรักษาสภาวะแวดล้อม ป่าไม้ได้ดีกว่า และมีระบบบริหารจัดการด้านชลประทานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเรา
ดังนั้น การรักษาสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนและแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ซึ่งวันก่อนได้พูดเรื่องกิจการเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ที่มีส่วนแม้แต่ละประเทศจะมีนิยามที่แตกต่างกัน แต่ส่วนสำคัญที่สุด 3 ประการ (Triple Bottom Line) ของกิจการเพื่อสังคมคือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
ปัญหาที่ทวีคูณขึ้นทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงมิติด้านอื่น นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ นั่นคือมิติด้านสิ่งแวดล้อมและมิติด้านชุมชน “ทุนนิยมธรรมชาติ” ซึ่งเป็นการพัฒนาบนความสมดุลและการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเป็นแนวคิดทางเศรษฐกิจสำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิดทุนนิยมก้าวหน้าก็คือ แนวคิดการประกอบกิจการเพื่อสังคม ที่มีเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งจะช่วยให้สังคมเป็นสุขในแง่ของความกินดีอยู่ดีและทำให้ปัญหาจากระบบทุนนิยมลดลง ทั้งปัญหาการว่างงานและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม อันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความยากจน อาชญากรรม ตลอดจนปัญหาการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม
ดังนั้น เมื่อเสร็จภารกิจเยียวยาน้ำท่วมครั้งนี้คงต้องนึกถึงแนวทางเสริมสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจัยที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น สวนยาง ปาล์มน้ำมัน และกาแฟ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งเสริมของภาครัฐที่จัดสรรพื้นที่ในเขตอุทยานป่าไม้ให้เป็นที่ทำกินและการจัดหากล้าพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรเพาะปลูก โดยอาจคำนึงถึงรายได้จากการส่งออกมากกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อม
คงต้องคิดใหม่และวางแผนใหม่โดยเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่และจัดการระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนต้องมุ่งเน้นการทำกิจการเพื่อสังคมและ Triple Bottom Line
ผู้บริหารภาครัฐคงไม่ได้ทำเป็นแค่ลุยน้ำแจกของอย่างที่ทำซ้ำๆ แทบทุกปี







