
ปัจจัยในเดือนนี้เป็นบวกกับกลุ่มแบงก์
ปัจจัยในเดือนนี้เป็นบวกกับกลุ่มแบงก์ดัชนีตลาดหุ้นไทย
ปัจจัยในเดือนนี้เป็นบวกกับกลุ่มแบงก์ดัชนีตลาดหุ้นไทย
โดย..จิตรา อมรธรรม
ปัจจัยในเดือนนี้เป็นบวกกับกลุ่มแบงก์ดัชนีตลาดหุ้นไทย
ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 14 ปีน่าจะทำให้นักลงทุนแฮปปี้กันนะคะ ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในเอเชียด้วยเม็ดเงินที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 3,485 ล้านเหรียญสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิ 1,354 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดที่ซื้อมากที่สุดคือเกาหลีใต้และไทย สำหรับตลาดหุ้นไทยต่างชาติซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 648 ล้านเหรียญสหรัฐ (19,633 ล้านบาท) จากที่ซื้อ 197 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,961 ล้านบาท) ในสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีกลายเป็นซื้อสุทธิ 12,530 ล้านบาท เชื่อว่าเม็ดเงินจะยังไหลเข้าตลาดไทยอีกโดยเฉพาะถ้ายิ่งกลัวเงินเฟ้อ เพราะโครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่น้ำหนัก 42% ของตลาดอยู่ที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งได้รับผลดีจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
สัปดาห์นี้เห็นได้ชัดว่ากลุ่มพลังงานกลับมานำตลาดตามราคาน้ำมันดิบที่ทำ New High ทั้ง 3 ตลาด (เบรนต์ เวสต์เทกซัส และดูไบ) ในรอบกว่า 2 ปี แต่วันนี้ขอพูดถึงกลุ่มแบงก์อีกครั้งค่ะ หากดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ทั้งกลุ่มพลังงานและแบงก์ถือว่าให้ผลตอบแทนชนะตลาดโดยกลุ่มพลังงานชนะกลุ่มแบงก์ เพราะ SET Index ปรับตัวขึ้น 3.5% แต่กลุ่มพลังงานบวกมากกว่าคือ +8.1%ขณะที่กลุ่มแบงก์บวก 7.3% ขณะที่ปัจจัยในเดือนนี้เป็นบวกชัดเจนต่อกลุ่มแบงก์ไม่ว่าจะเป็นการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% (แบงก์ขนาดใหญ่ได้ประโยชน์) ในช่วงปลายเดือนประมาณวันที่ 24–25 เม.ย. เป็นเทศกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ซึ่งมีแนวโน้มว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามหากจะซื้อแบงก์เพิ่มที่ระดับดัชนีปัจจุบันควรเกี่ยงราคาให้มากขึ้น (Selective Buy) เพราะจะเห็นว่าตัวนำตลาดในแต่ละวันก็สลับกันไป หุ้นที่ราคาขยับขึ้นช้ากว่า (Laggard) จะกลับมาเป็นผู้นำบ้าง หุ้นที่เคยเป็นผู้นำกลับไปเป็นผู้ตามบ้าง แต่ภาพโดยรวมกลุ่มแบงก์ยังน่าสนใจในการลงทุนในปีนี้ ดังนั้นการพักฐานของกลุ่มแบงก์ (ไม่ว่าจะด้วยผลของ XD Effect หรืออะไรก็ตาม แต่มองว่าปรับฐานไม่ลึก) จึงเป็นจังหวะในการทยอยสะสม
ยอดสินเชื่อใน 2 เดือนแรกเพิ่มขึ้นถึง 2.73% ถือเป็นอัตราการเติบโตของสินเชื่อในช่วงต้นปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2552 ทั้งที่ไม่ใช่ฤดูกาล ประกอบกับแบงก์ต่างๆ เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือน ธ.ค. และ ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับและจ่ายกว้างขึ้น กำไรในไตรมาสแรกจึงมีแนวโน้มสดใส นักวิเคราะห์ของ FSS คาดกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของทั้งกลุ่มแบงก์จะเพิ่มขึ้นถึง 30%จากไตรมาสก่อน QQและเพิ่มขึ้นถึง 34% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน YY หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรจากการดำเนินงานปกติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 11% QQ และเพิ่มขึ้น 15% YY อัตราการเติบโต YY เป็นเลขสองหลักถือว่าดีมากในสถานการณ์ปกติ (ไม่ได้เทียบกับช่วงที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว)
แบงก์ที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น คือ KTB และ KBANK โดยคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 52% YY และ 44%YY ตามลำดับ กำไรของ KTB ที่เพิ่มก้าวกระโดดจากปีก่อนเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายโบนัสพนักงานที่ลดลงตามการปรับเปลี่ยนนโยบายบัญชีจากเกณฑ์เงินสดเป็นเกณฑ์คงค้างตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีก่อน และรายได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นตามสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นแรงเมื่อปีก่อน ราคาตามพื้นฐานของ KTB ประเมินไว้ 20.40 บาท ขณะที่ KBANK นั้น นักวิเคราะห์ของ FSS ยังคงประทับใจกับแนวโน้มกำไรของ KBANK เพราะกำไรที่เพิ่มมาจากธุรกิจหลัก คือรายได้จากดอกเบี้ยน่าจะเพิ่มขึ้น 21% YY ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยน่าจะเพิ่มถึง 69% YY โดยเป็นผลจากเบี้ยประกันภัยรับและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น KBANK จึงยังเป็นหุ้น Top Pick ในกลุ่มแบงก์และให้ราคาตามพื้นฐานไว้ที่ 155 บาท ในระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราคาหุ้น KTB และ KBANK แผ่วไป (Laggard) ปล่อยให้ BBL และ SCB ขยับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น ในระยะสั้น KBANK และ KTB น่าจะผลตอบแทนที่ดีกว่า BBL และ SCB เพราะราคาปัจจุบันของทั้ง KBANK และ KTB สูงกว่าจุด Peak ในปีนี้ไม่มากนัก ต่างจาก BBL และ SCB ที่ราคาสูงกว่า Peak ที่ผ่านมาประมาณ 45% ไปแล้ว
หลังประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์อาจมีแรงขาย Sell on fact ตามมา แต่เชื่อว่ากลุ่มแบงก์เองปรับฐานลงไม่ลึก ขณะที่กลุ่มพลังงานจะทยอยประกาศผลประกอบการตามมาซึ่งกำไรมีแนวโน้มดี จะช่วยพยุงดัชนีแทนกลุ่มแบงก์ ภาพโดยรวมของตลาดจึงยังดูดี และด้วย Flow ขนาดนี้ ทำให้ขยับเป้าไปมอง 1,100 จุด ขึ้นไปค่ะ







