
อุตฯเว้นค่าธรรมเนียม5ปีให้โรงงานเจอน้ำท่วม
ชัยวุฒิคาดน้ำท่วมโรงงานเสียหายพันล้านบาท คลอดมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นให้เว้นค่าธรรมเนียมรายปี 5 ปี พร้อมค่าธรรมเนียมใบต่ออายุ
ชัยวุฒิคาดน้ำท่วมโรงงานเสียหายพันล้านบาท คลอดมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นให้เว้นค่าธรรมเนียมรายปี 5 ปี พร้อมค่าธรรมเนียมใบต่ออายุ
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นของสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมคาดว่าน่าจะมีความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากมีโรงงานหลายแห่งต้องหยุดกิจการชั่วคราวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานขนาดเล็ก เพราะพนักงานเดินทางมาทำงานไม่ได้ การขนส่งสินค้าวัตถุดิบเข้าโรงงาน และส่งสินค้าไปขายก็ทำไม่ได้ รวมทั้งโรงงานบางแห่งโดนตัดไฟ ทำให้ไม่สามารถเปิดกิจการได้ แต่ในส่วนของตัวโรงงานหรือาคารอาจจะไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะสำรวจความเสียหายให้ชัดเจนอีกครั้งก่อนจะออกมาตรการความช่วยเหลือ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ใช้ต่อเนื่องมาจากน้ำท่วมปลายปีที่แล้วมาใช้ต่อ โดยอาจจะขยายระยะเวลาการใช้มาตรการออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมที่กำหนดให้ต้องยื่นขอนำเข้าเครื่องจักรทดแทนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายจากอุทกภัย
ขณะเดียวกันจะช่วยประสานงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เกี่ยวกับการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อให้นำไปใช้ฟื้นฟูกิจการ
“การช่วยเหลือของกระทรวงอุตสาหกรรมจะยึดหลักเกณฑ์เดิมจากที่เคยให้ในครั้งก่อน แต่หากการประเมินความเสียหายพบว่ามีความเสียหายมาก ก็อาจจะต้องเพิ่มมาตรการช่วยเหลือเข้าไปอีกเป็นพิเศษ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการสรุปความเสียหายในภาพรวมจึงยังไม่ได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจน” นายชัยวุฒิ กล่าว
สำหรับมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นจะยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี 5 ปี และยกเว้นค่าธรรมเนียมใบต่ออายุ รวมแล้วไม่เกินมูลค่าความเสียหาย พร้อมให้ความช่วยเหลือในการซ่อมแซมเครื่องจักร และสถานประกอบการ ในรูปแบบของคลินิกอุตสาหกรรมกระจายลงไปในพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้คำแนะนำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
ด้านการสำรวจความเสียหายโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช กระบี่ สุราษฎร์ธานี พัทลุง และชุมพร ในเบื้องต้นพบว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชมีโรงงานที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด 900 แห่ง เหมืองแร่ 27 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 300 ล้านบาท จังหวัดกระบี่ มีโรงงานได้รับผลกระทบ 4 ราย กลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป 3 กลุ่ม มูลค่าความเสียหาย 240 ล้านบาท
จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีโรงงานได้รับความเสียหาย 17 แห่ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็นโรงงานอาหารกระป๋อง โรงสกัดน้ำมันปาล์ม กิจการห้องเย็น เหมืองแร่ 1 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 94 ล้านบาท จังหวัดชุมพรมีโรงงานได้รับความเสียหาย 1 แห่ง กลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป 6 กลุ่ม รวมมูลค่า 4,000 บาท และจังหวัดพัทลุงมีโรงงานได้รับความเสียหาย 4 แห่ง มูลค่า 1.1 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 635 ล้านบาท







