
เหลวหรือดีอยู่ที่ CEO (ตอนที่ 1)
...ยุทธ วรฉัตรธาร
เราคุยเรื่องของบทบาทคณะกรรมการบริษัทซึ่งมีความสำคัญต่อการกำกับดูแลกิจการมามาก แต่ยังไม่ค่อยได้พูดถึงบทบาทของผู้บริหารในการบริหารจัดการธุรกิจซึ่งมีความสำคัญกว่า การกำกับดูแลเป็นเพียงกระบวนการส่วนหนึ่งที่สร้างความมั่นใจว่า การบริหารจัดการธุรกิจจะไปถูกทิศถูกทาง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการได้โดยปฏิบัติดีอยู่ภายใต้กรอบกฎระเบียบและกฎหมาย คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั้งในเรื่องสิทธิตามกฎหมาย สิทธิประโยชน์ ความเป็นธรรม ตลอดจนคุณภาพชีวิตในสังคมแวดล้อม แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือทำให้บริษัทมีกำไร มีความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่กระบวนการกำกับดูแลอย่างเดียว น้ำหนักอยู่ที่การบริหารจัดการซึ่งต้องอาศัยบุคลากรอีกคณะหนึ่ง คือ คณะผู้บริหาร (หรือคณะกรรมการจัดการ) ซึ่งนำโดยผู้บริหารสูงสุดที่ในปัจจุบันนิยมเรียกว่า CEO (Chief Executive Officer) ตำแหน่งภาษาไทยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ถ้าปราศจากคณะผู้บริหารมาบริหารจัดการ กระบวนการการกำกับดูแลก็คงเป็นเพียงรูปแบบที่ได้แต่รำไหว้ครู หรือชกลมโดยคณะกรรมการ ดังนั้น บทบาทคณะผู้บริหารโดยเฉพาะ CEO ซึ่งเป็นผู้บัญชาการจึงมีความสำคัญมาก สำคัญเพียงใดให้ดูที่ค่าตอบแทนของคณะผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเปิดเผยในรายงานประจำปีว่าเป็นกี่เท่าของคณะกรรมการบริษัท
บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและ CEO
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า กระบวนการทำงานของคณะกรรมการแตกต่างจากคณะผู้บริหารอย่างไร ขอฉายภาพซ้ำอีกครั้งว่า กระบวนการกำกับดูแลของคณะกรรมการเริ่มต้นหลังจากที่ผู้ถือหุ้นได้แต่งตั้งคณะกรรมการให้เป็นตัวแทนกำกับดูแลบริหารกิจการ งานแรกที่สำคัญ คือ การสรรหากัปตันหรือ CEO เมื่อได้ CEO แล้ว CEO ก็จะไปรวบรวมทีมงานมาช่วยกันกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา หรืออาจทำร่วมกับคณะกรรมการก็ได้ หลังจากเห็นชอบร่วมกันแล้วก็จะต้องกำหนดเป้าหมาย แผนงานและงบประมาณเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบ หรืออาจทำการกำหนดวิสัยทัศน์และวางแผนทั้งกระบวนการพร้อมกันไปก็ได้ เมื่อคณะกรรมการเห็นชอบแล้ว กระบวนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายเป็นหน้าที่ของคณะผู้บริหารซึ่งนำโดย CEO
แต่ก่อนที่จะให้ CEO นำทัพออกศึก หน้าที่ของคณะกรรมการอีกด้านหนึ่งก็คือ ต้องให้ฝ่ายบริหารสร้างระบบการบริหารความเสี่ยง ระบบการควบคุมภายใน ระบบรายงานและการเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะผู้บริหารให้ชัดเจนเสียก่อน รวมไปถึงการกำหนดให้มีนโยบายการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance Policy) และจริยธรรมทางธุรกิจ (Code of Business Ethics หรือ Code of Business Conduct)
เมื่อ CEO มีดาบอาญาสิทธิ์แล้ว มีหน้าที่รวบรวมพล (พนักงาน) และจัดทัพ (โครงสร้างองค์กร) เพื่อเตรียมออกศึก CEO ต้องนำทัพบริหารจัดการเรื่องการหารายได้ บริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการทรัพย์สินทุกรายการที่สำคัญให้มีคุณภาพ พัฒนาคุณภาพบุคลากรให้สู้กับคู่แข่งขัน จูงใจและกระตุ้นให้พนักงานมีพลังในการขับเคลื่อนองค์กร ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ รักษาภาพลักษณ์ชื่อเสียงขององค์กร รวมถึงการรักษาบุคลากรที่มีความสามารถและมีแผนการสร้างผู้บริหารสืบทอด (Succession Management Planning)
จะเห็นว่าบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการและ CEO แตกต่างกัน หลักการบรรษัทภิบาลที่ดีจึงแนะนำว่า ประธานกรรมการกับ CEO ต้องไม่ใช่คนเดียวกัน คณะกรรมการทำงานโดยวิธีการประชุมซึ่งส่วนใหญ่จัดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นเดือนละ 23 วัน เพื่อศึกษาข้อมูลจากรายงานและข้อมูลรายละเอียดประกอบวาระการประชุมต่างๆ แต่คณะผู้บริหารต้องทำงานเต็มเวลา กัปตันหรือ CEO จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร
ในตอนหน้ามาติดตามคุณสมบัติ CEO ที่ดีและสาเหตุที่ทำให้ CEO ล้มเหลว







