
ศึก ( อาหาร ) ญี่ปุ่น - เกาหลี แห่ขยายสาขาย้ำปลอดปนเปื้อน
พฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตรีบเร่งมากขึ้น และนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าซื้อวัตถุดิบ
พฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตรีบเร่งมากขึ้น และนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าซื้อวัตถุดิบ
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
พฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตรีบเร่งมากขึ้น และนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากกว่าซื้อวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารรับประทานในบ้านและมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นทุกปี เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ตลาดอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพร้อมรับประทาน และธุรกิจร้านอาหารขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
ร้านอาหารประเภทญี่ปุ่นนับว่าได้รับความนิยมสูงในอันดับต้นๆ สำหรับผู้บริโภคชาวไทย จากความคุ้นเคยมานานกว่า 10 ปี ทั้งจากผู้เล่นเดิมและรายใหม่ที่สนใจโดดเข้ามาร่วมวงอย่างต่อเนื่อง
แต่ปัจจุบันจากความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีที่รั่วไหลออกจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะพืช ผัก หรืออาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดคำถามว่า จะกระทบต่อธุรกิจอาหารอย่างไร
ศรัณย์ สมุทรโคจร กรรมการบริหาร บริษัท ล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า เบื้องต้นเตรียมใช้งบลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เปิดตัวร้านต้นแบบ (แฟล็กชิปสโตร์) รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิดเมืองร้านอาหารญี่ปุ่น (เจแปนนิส ทาวน์) เป็นแห่งแรกในไทย ซึ่งเป็นที่รวมร้านแบรนด์ต่างๆ ของอาหารของล็อกซเล่ย์ไว้ด้วยกัน คือ แบรนด์อิซา (IZA) แบรนด์วาคิว (WaQ) ร้านยากินิกุหรือเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่น โดตันบูริ โอโคโนมิยากิ (Dohtonbori Okonomiyaki) ร้านพิซซาญี่ปุ่น
แบรนด์เท็ตสึเมน ราเมน (Tetsumen Remen) ร้านราเมนสูตรจากกรุงโตเกียว คัตส์ (Katz) ร้านหมูทอดทงคัตสึ และคูรุ คูรุ (Kuru Kuru) ร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดให้บริการที่โครงการเดอะไนน์ (The Nine) บนถนนพระราม 9 ตัดใหม่ในเดือน มิ.ย. และที่โครงการเทอร์มินัล 21 ในเดือน ต.ค.ปีนี้
พร้อมมีแผนขยายธุรกิจให้บริการรับจัดเลี้ยง (แคทเทอริง) วางแนวคิดอาหารว่างและเครื่องดื่มรูปแบบญี่ปุ่นเป็นรายแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ "อิซา" ที่ต่อยอดประโยชน์การใช้งานมาจากกลุ่มธุรกิจร้านอาหารต่างๆ ของบริษัท อาทิ ระบบครัวกลาง เป็นต้น และมีแผนขยายธุรกิจไปยังแฟรนไชส์ในอนาคต
ศรัณย์ กล่าวว่า ตลาดร้านอาหารในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตสูงต่อเนื่อง และการที่เข้ามาทำตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยในช่วงเวลานี้ ไม่มองว่าผิดจังหวะ จากแนวโน้มการบริโภคของคนรุ่นใหม่ ที่ยังนิยมรับประทานอาหารรูปแบบ หรือแบรนด์ใหม่ๆ เป็นทางเลือก ส่วนวัตถุดิบในการประกอบอาหารญี่ปุ่นนั้น ก็เชื่อว่าร้านอาหารส่วนใหญ่รวมทั้งร้านในญี่ปุ่นเอง ก็มีการใช้วัตถุดิบที่หลากหลายจากประเทศต่างๆ อยู่แล้ว เช่น ของร้านอิซ่าของบริษัท ก็ใช้เนื้อวัวชั้นดีจากออสเตรเลีย เป็นต้น
บริษัท ซูกิชิ อินเตอร์กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารสไตล์เกาหลีและญี่ปุ่นแบรนด์ ซูกิชิ ซูกิชิ บุฟเฟต์ โซลกริลล์ ซูกิย่า วากาชิ คาเฟ่ฮาชิ ฮาชิ และเรดกิมจิ ภายใต้การบริหารของ นพดล จิรวราพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่เตรียมแผนรุกตลาดธุรกิจร้านอาหารสไตล์เกาหลีและญี่ปุ่นเชิงรุกในปีนี้ โดยวางแผนลงทุนไม่ต่ำกว่า 780 ล้านบาท แบ่งเป็น 400 ล้านบาท สำหรับขยายสาขาใหม่เพิ่มเติมในปีนี้ 15 แห่ง สำหรับทุกแบรนด์ในเครือ จากปัจจุบันมีสาขาทั้งสิ้น 46 แห่ง
ส่วนงบอีก 300 ล้านบาท ใช้เพื่อก่อสร้างครัวกลางแห่งใหม่บริเวณอุดมสุข เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและจำนวนสาขาที่มากขึ้น จากปัจจุบันมีครัวกลางเพียงแห่งเดียวที่บางนา และใช้งบอีก 80 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างจริงจัง ผ่านภาพยนตร์โฆษณาทางทีวีครั้งแรก และสื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดรายการส่งเสริมการขายต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจไปในประเทศจีนในอีก 2-3 ปีหน้า ในรูปแบบร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลีแบรนด์ซูกิชิ และซูกิชิ บุฟเฟต์ คาดว่าช่วงปีแรกลงทุนราว 200 ล้านบาท สำหรับขยายสาขาอย่างน้อย 5 แห่ง โดยสาขาแรกคาดเปิดที่เมืองปักกิ่ง รวมทั้งมีแผนนำแบรนด์ใหม่ๆ มาทำตลาดเพิ่มเติมอีกราว 2 แบรนด์ ในช่วง 1-2 ปีนี้ เพื่อให้ซูกิชิ กรุ๊ป เป็นบริษัทที่มีแบรนด์อาหารหลากหลายรองรับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม และมียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี พร้อมตั้งเป้ายอดขายสิ้นปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นเท่าตัว เป็นกว่า 1,800 ล้านบาท
ขณะที่รายใหญ่ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น อย่างบริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ให้บริการธุรกิจเครื่องดื่มและร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ โดย แมทธิว กิจโอธาน กรรมการผู้จัดการบริษัทกล่าวว่า บริษัทเป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบกับผู้ผลิต (ซัพพลายเออร์) หลายรายล่วงหน้า ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในแถบฮอนชูโดยอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจตามปกติ ประกอบกับบริษัทมีกระบวนการตรวจรับวัตถุดิบตามมาตรฐานสูง เพื่อรับประกันความปลอดภัยของสินค้าและวัตถุดิบที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ รวมถึงในประเทศญี่ปุ่นเองที่มีมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารสูงทั้งนำเข้าและส่งออกอยู่แล้ว
วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า นอกจากการแข่งขันด้านการตลาดแล้ว การเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของอาหารให้กับผู้บริโภคก็สำคัญไม่แพ้กัน และท้ายสุดผลดีย่อมตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคนั่นเอง







