posttoday
ถึงเวลาพลิกฟื้นเครดิตประเทศไทย

ถึงเวลาพลิกฟื้นเครดิตประเทศไทย

30 มีนาคม 2554

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเยนซี หรือ เจซีอาร์

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเยนซี หรือ เจซีอาร์


โดย...ทีมข่าวการเงิน

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเยนซี หรือ เจซีอาร์

ประกาศปรับเครดิตของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท ที่ออกโดยรัฐบาลไทยจากระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) มาเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

พร้อมยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency LongTerm Senior Debts) ที่ระดับ A และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Local Currency LongTerm Senior Debts) ที่ระดับ A

จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าว ว่า เป็นการสะท้อนถึงมุมมองของเจซีอาร์ว่า เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งและได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งจากการที่ประเทศไทยมีการพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก ดังเห็นได้จากสัดส่วนของการออกสินค้าและการบริการที่สูงถึง 71% ของจีดีพี และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีถึง 15.9 ล้านคนในปี 2553

โดยในปี 2551 และ 2552 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียง 2.5% ในปี 2551 และ 2.3% ในปี 2552 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยที่ 5.6% ระหว่างปี 2548-2550 แต่ในปี 2553 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงได้เพิ่มขึ้นเป็น 7.8% อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ

นอกจากนี้ ปัญหาของ โครงการในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ได้รับการแก้ไขในเดือน ก.ย. 2553 และการที่ภาคธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเสถียรภาพ ถึงแม้ว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2554

เจซีอาร์เห็นว่าแม้รัฐบาลจะยังดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย แต่กรอบวินัยทางการคลังที่ค่อนข้างเข้มงวด และรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลให้ภาคการคลังอยู่ในระดับที่ยั่งยืน หนี้สาธารณะของรัฐบาลต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 38% เป็น 44% เท่านั้น

“เจซีอาร์จะติดตามกลยุทธ์ทางการคลังของรัฐบาลใหม่ ที่คาดว่าจะจัดตั้งขึ้นในปีนี้ต่อไป” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

ความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและสถานะของภาคต่างประเทศของไทย มีความแข็งแกร่งอย่างมาก ซึ่งสะท้อนได้จากภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ได้รับการค้ำจุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสะสมและภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะมีสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองเกิดขึ้น แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศก็ไม่ลดลง

นอกจากนี้ ได้ประมาณการว่า การผลิตและการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายสบับสนุนการใช้รถอีโคคาร์ของรัฐบาล รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยลดลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2551 ได้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว จนมีจำนวนสูงสุดถึง 15.9 ล้านคน ในปี 2553

นอกจากนี้ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 1.675 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2553 (ไม่รวมทอง และเท่ากับการนำเข้า 9.7 เดือน และเท่ากับ 3.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น) โดยมากกว่าหนี้ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 96.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2553 และจากการวิเคราะห์ดุลการชำระเงินในปี 2553 ทำให้ประเทศไทยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิ (Net Creditor) โดยมีสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าหนี้สิน ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สถานะภาคต่างประเทศที่เข้มแข็งของไทยสามารถรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระยะสั้นได้ ดังดูได้จากช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2551-2552 และเหตุการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

ด้าน สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ยืนยันว่า ขณะนี้ทางญี่ปุ่นยังสนใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯเชียงใหม่, กรุงเทพฯระยองตราด และกรุงเทพฯอุบลราชธานี แม้ว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ สคร.จะเดินทางไปหารือกับนักลงทุนญี่ปุ่นเพื่อติดตามความคืบหน้า

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงอีก 2 เส้นทางที่ไทยจะร่วมทุนกับจีน คือ กรุงเทพฯหนองคาย และ กรุงเทพฯหาดใหญ่ปาดัง เบซาร์ คาดว่าจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันในเดือน เม.ย.นี้ ก่อนรัฐบาลจะยุบสภา

ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 5 เม.ย.นี้จะเสนอร่างร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงทุนของภาคเอกชนในกิจการของรัฐ(ร่าง พ.ร.บ.PPP) ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทยมากขึ้น ขณะที่ นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา วาระที่ 3 แล้วโดยหลังจากนี้จะมีการหารือรายละเอียดเรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดินและจากนั้นจะสรุปเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)และมีโอกาสเสนอไปที่สภาผู้แทนราษฎรได้ นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ก็ผ่านกระบวนการกรรมาธิการของวุฒิสภาแล้ว เหลือเพียงพิจารณาในวาระ 2 และ3 ก็จะมีผลใช้บังคับได้ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีการจัดตั้งกองทุน กอช.ต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน