
ดัน2กม.ส่งท้ายรัฐบาล
พรบ.รัฐวิสาหกิจร่วมลงทุนตั้งแท่นเข้าครม.อังคารหน้า
พรบ.รัฐวิสาหกิจร่วมลงทุนตั้งแท่นเข้าครม.อังคารหน้า
กระทรวงการคลัง ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การกำกับและพัฒนานโยบายรัฐวิสาหกิจ และร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เข้าคณะรัฐมนตรีอังคารหน้า
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.กำกับและพัฒนานโยบายรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจสั่งให้รัฐวิสาหกิจที่เกิดปัญหา จัดทำมาตรการเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเป็นจุดๆ หรือถ้าเป็นปัญหาใหญ่ก็มีอำนาจสั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อเข้าไปทำแผนฟื้นฟู เพื่อกำหนดทิศทางให้คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ (บอร์ด) นั้นๆ ดำเนินการแก้ไข
นอกจากนี้ จะทำให้กรรมการประเมินผลรัฐวิสาหกิจมีผลทางกฎหมายมากยิ่งขึ้น โดยจะบัญญัติเป็นกฎหมายว่าให้มีกรรมการประเมินผลรัฐวิสาหกิจเพื่อดำเนินการประเมินผล และถ้ารัฐวิสาหกิจใดมีคะแนนต่ำติดต่อกันหลายปี หรือว่าต่ำมาก กรรมการประเมินผลสามารถเสนอให้มีการเปลี่ยนบอร์ด
ร่างกฎหมายดังกล่าวยังจะตั้งกองทุน 2 กองทุน คือ 1.กองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยกันเงินที่รัฐวิสาหกิจส่งเข้าคลัง มาใช้ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ และ 2.กองทุนบริหารหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นกองทุนเก่าที่มีอยู่แล้ว
การตั้งกองทุนดังกล่าว จะทำให้การบริหารงานหลักทรัพย์ของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สคร.เองอยู่ระหว่างการตั้งที่ปรึกษาเพื่อจำหน่ายหลักทรัพย์ของรัฐที่ถือหุ้นอยู่ต่ำกว่า 50% ทั้งที่ได้มาจากการยึดและหลักทรัพย์อื่นที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องถือไว้
สำหรับร่างกฎหมายฉบับที่ 2 การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือพีพีพี เป็นการปรับปรุงร่างกฎหมายเดิมที่ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อลดภาระของรัฐบาลในการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของภาคเอกชนเข้ามาในกิจการด้านบริการสาธารณะ
ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการร่วมลงทุนระหว่างเอกชน ในระดับนโยบายมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเช่นกัน
สำหรับกิจการที่จะเปิดให้เอกชนร่วมทุน จะมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นกิจการที่ออกตามกฎกระทรวง ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด
ด้านงานอื่นๆ ของ สคร.นายสมชัย กล่าวว่า จะกำหนดกรอบการส่งเงินเข้าคลังของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐาน
นอกจากนั้น จะผลักดันการตั้งองค์การกิจการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพื่อรองรับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง 5 สาย เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีภารกิจมากอยู่แล้ว







