
ชาวไร่อ้อยแนะรัฐแยกน้ำตาลภาคครัวเรือน-อุตฯให้ชัด
ชาวไร่อ้อยแนะแยกสัดส่วนการใช้น้ำตาลโควตา ก ให้ชัดเจนระหว่างครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาน้ำตาลให้ตรงจุด และให้พณ.เร่งดูแลราคาจำหน่าย แทนการไปอุ้มโมเดิร์นเทรด
ชาวไร่อ้อยแนะแยกสัดส่วนการใช้น้ำตาลโควตา ก ให้ชัดเจนระหว่างครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาน้ำตาลให้ตรงจุด และให้พณ.เร่งดูแลราคาจำหน่าย แทนการไปอุ้มโมเดิร์นเทรด
น.ส.ทิพยวรรณ ผลประโยชน์ เลขาธิการสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกันของ 3 องค์กรชาวไร่อ้อย ประกอบด้วย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ว่า ปัญหาน้ำตาลที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ดีของภาครัฐ ทำให้น้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ) จึงถูกภาคอุตสาหกรรมดูดไปใช้มากเกินไป ซึ่งทางภาครัฐควรจะกำหนดสัดส่วนการใช้น้ำตาลโควตา ก ให้ชัดเจนว่าภาคครัวเรือนใช้สัดส่วนเท่าไหร่ และภาคอุตสาหกรรมใช้ได้เท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นน้ำตาลที่ใส่เพิ่มลงไปก็จะหายไปหมด
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันไทยถูกใช้เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า เพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ เพราะประชาชนบริโภคน้ำตาลเพียง 6-7 ล้านกระสอบท่านั้น ภาครัฐจึงต้องจัดสมดุลให้ชัดเจน
นอกจากนี้ ไม่ควรนำน้ำตาลที่วางขายในโมเดิร์นเทรดมาเป็นต้นชี้วัดว่าน้ำตาลขาดแคลน เพราะโมเดิร์นเทรดทำลายกลไกด้านราคาด้วยการจำหน่ายน้ำตาลราคาเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งมีราคาต่ำกว่าร้านของชำหรือโชวห่วย ทำให้มีผู้มาซื้อน้ำตาลในโมเดิร์นเทรดเพื่อไปขายต่อเป็นจำนวนมาก
นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และนายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันราคาขายน้ำตาลในท้องตลาดสูงกว่าราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยต่างจังหวัดราคาสูงถึง 28-30 บาทต่อกิโลกรัม เหตุใดกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีกลไกในการบริหารจัดการจึงไม่ไปดำเนินการให้ร้านค้าต่างๆขายเท่ากับราคาควบคุมของแต่ละจังหวัด
การแก้ไขปัญหาด้วยการช่วยให้โมเดิร์นเทรดมีน้ำตาลจำหน่ายเพิ่ม เป็นการช่วยชั้นกลางในเมือง ขณะที่ชนชั้นรากหญ้ากับไม่ได้รับการดูแล โดยยังคงบริโภคน้ำตาลราคาสูง โดยกลไกของรัฐไม่เข้าไปแก้ไข ขณะเดียวกันการนำเงิน 5 บาท มาใช้จ่ายชดเชยให้กับผู้ประกอบการเป็นการขัดต่อมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะตามมติครม. เห็นชอบให้คงเก็บเงิน 5 บาทเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้
“ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) มีความคิดแค่อยากอุ้มโมเดิร์นเทรด ส่วนราคาขายน้ำตาลต่างจังหวัดเฉลี่ยสูงถึง 28-30 บาทต่อกิโลกรัมกลับไม่ไปดูแล การไปอุ้มโมเดิร์นเทรดถือว่าตกนรกแล้ว ขณะที่ชาวไร่ได้รับเงินจากการขายน้ำตาลที่ราคาหน้าโรงงาน คือ 19 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ 20 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ดังนั้นส่วนต่างที่เกิดขึ้นอยากถามว่าใครได้ประโยชน์ เพราะชาวไร่ไม่ได้รับเลย” นายชัยวัฒน์ กล่าว
หลังจากนี้ชาวไร่จะประเมินท่าทีของกระทรวงพาณิชย์ว่ายืนยันแนวทางเดิมอยู่หรือเปล่า โดยชาวไร่ต้องการคำตอบโดยเร็วที่สุด และมีชาวไร่พร้อมเดินทางไปกระทรวงพาณิชย์และพรรคภูมิใจไทย 5,000-1 หมื่นคน







