posttoday
หุ้น : โอกาสลงทุนในยุคเงินเฟ้อ

หุ้น : โอกาสลงทุนในยุคเงินเฟ้อ

28 มีนาคม 2554

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนทั่วๆ ไปที่ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ต่างสัมผัสได้ ถึงแรงกดดันเงินเฟ้อ

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนทั่วๆ ไปที่ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ต่างสัมผัสได้ ถึงแรงกดดันเงินเฟ้อ

หลังราคาน้ำมันและอาหารพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายในภูมิภาค แอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะถีบตัวสูงขึ้น นักลงทุนต่างเสาะหาช่องทางการลงทุนที่จะปกป้องเงินออมของตนจากภัยเงินเฟ้อ

ช่วงต้นเดือน ก.พ. ผมเคยเขียนเรื่องนี้ครั้งหนึ่ง โดยสรุปว่า ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรักษามูลค่าของเงินทุนไม่ให้เสื่อมค่าลง โดยลดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคงที่ที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เช่น การฝากแบงก์ พันธบัตรหรือหุ้นกู้ระยะยาว และเพิ่มการลงทุนที่ผลตอบแทนวิ่งขึ้นตามเงินเฟ้อเช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ตลาดหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำ น้ำมัน) เป็นต้น

ขณะนี้ตลาดการเงินได้คาดการณ์ไปแล้วว่า ในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.0-4.5% และคาดว่า ธปท.จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1.0-1.25% หลังปีใหม่เป็นต้นมา ธปท.ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นแล้ว 0.5% และคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง ก่อนกลางปีนี้ จากนั้นอาจชะลอการปรับขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

ช่วงนี้ หากต้องการลงทุนในตราสารหนี้ควรเลือกพวกระยะสั้น เช่น 6 เดือน เพื่อรอโอกาสลงทุนรอบใหม่ที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

วันนี้ขอนำเสนอภาคต่อเรื่อง หุ้น: โอกาสการลงทุนในยุคเงินเฟ้อ

มูลค่าหุ้นตามทฤษฎีจะเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินในอนาคตที่ถูกปรับด้วยอัตราดอกเบี้ยคิดลด (Discount rate) เมื่อภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยและ Discount rate จะถูกปรับขึ้น ในภาวการณ์เช่นนี้ นักลงทุนส่วนหนึ่งอาจได้รับความแนะนำให้ขายหุ้นทิ้ง ก่อนที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานครั้งใหญ่ เพราะมูลค่าหุ้นจะลดลง

คำแนะนำนี้จะถูกก็ต่อเมื่อกระแสเงินสดของกิจการนั้นๆ คงที่หรือแย่ลงท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ จากการศึกษาทางวิชาการพบว่า สมมติฐานข้อนี้ไม่เป็นจริงในตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำมีอำนาจต่อรองสูง จึงสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า ในระยะยาวยังพบว่า กระแสเงินสดของกิจการในภาพรวมเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้ออีกด้วย ดังนั้นการปรับฐานของตลาดหุ้นอันเกิดจากความกลัวภัยเงินเฟ้อ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับการเข้าลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่กระแสเงินสดเกาะไปกับเงินเฟ้อ

หุ้นที่เกาะไปกับเงินเฟ้อ (Inflation Hedge Stock) มักอยู่ในธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองสูง ที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการตามเงินเฟ้อ กล่าวคือ เมื่อต้นทุนเพิ่มก็สามารถปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรักษาอัตรากำไร บริษัทมักมีขนาดใหญ่ เช่น โคคาโคล่า แมคโดนัลด์ เป็นต้น น่าสังเกตว่า เมื่อต้นทุนลดลง บริษัทเหล่านี้มักจะยืนราคาสินค้าต่อไป อัตรากำไรจึงกว้างขึ้น เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนคลาย

ในปี 1980 เงินเฟ้อในสหรัฐสูงกว่า 12% แต่ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนสูงถึง 32% ในช่วงทศวรรษ 80 เงินเฟ้อเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 5.6% แต่ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 12.6%

กรณีตลาดหุ้นไทย หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อโดยตรงคิดเป็น 47% ของมาร์เก็ตแคปตลาด ประกอบด้วยกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี (รวม SCC) และอาหาร ขณะที่หุ้นที่ถูกกระทบจากเงินเฟ้อมีไม่ถึง 25% กลุ่มที่ลบชัดๆ ได้แก่ กลุ่มขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ที่เหลือเป็นพวกกลางๆ สามารถรักษากำไรได้ เช่น กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก เป็นต้น

ด้วยโครงสร้างลักษณะนี้ทำให้กระแสเงินสดของหุ้นไทยสูงขึ้นตามภาวะน้ำมันและอาหารแพง แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลลบสุทธิจากน้ำมันแพงก็ตาม อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยสามารถทนแรงเสียดทานต่อภาวะน้ำมันแพงได้ดีกว่าช่วง 34 ปีก่อนหน้านี้ โดยดูได้จาก มูลค่าการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นได้ถูกชดเชยโดยการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เกษตร อาหารและปิโตรเคมี

แค่ดูเฉพาะส่วนต่างระหว่างการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรและอาหาร กับการนำเข้าน้ำมัน จากที่เคยติดลบ 0.3%ของ GDP ในปี 2008 ได้พลิกกลับมาบวก 2.7%ต่อ GDP ในปี 2010

ขณะที่คนไทยยังมีรายได้สูงขึ้นมาก น่าจะรับมือกับน้ำมันแพงได้ดีขึ้น ดูได้จากภาคเกษตรกรที่เป็นคนครึ่งหนึ่งของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20%ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการให้ทันเงินเฟ้ออีกด้วย

การลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว ผลการศึกษาทางวิชาการในหลายประเทศรวมถึงของบ้านเรายืนยันตรงกันว่า การลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) จะเอาชนะเงินเฟ้อและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ อย่างไรก็ดี นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมเผชิญกับความผันผวนระยะสั้น ดังนั้นควรจัดสรรเงินทุนออกไปยังหุ้นชั้นนำในหมวดธุรกิจต่างๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง เนื่องจากหากเลือกหุ้นผิดตัว แถมลงทุนกระจุกอยู่ในหุ้นไม่กี่ตัว อาจนำมาซึ่งผลขาดทุนได้

สำหรับนักลงทุนมือใหม่หัดขับอาจเริ่มลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริหารโดยมืออาชีพ สำหรับผู้ที่เสียภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูง ควรใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) และ/หรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) ให้เต็มที่ก่อน (โปรดศึกษาเงื่อนไขต่างๆ ก่อนลงทุน) จึงค่อยลงทุนผ่านกองทุนรวม และลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง

ส่วนการลงทุนโดยตรงในหุ้นในยุคเงินเฟ้อ ควรเลือกธุรกิจดังนี้ 1) ธุรกิจที่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการตามราคาในตลาดโลกหรือตามต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น หุ้นพลังงาน (TOP, PTTEP, BANPU) 2) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากพลังงานทดแทน 3) หุ้นเกษตร/อาหารที่สามารถปรับขึ้นราคาตามกลไกตลาด เช่น CPF 4) หุ้นที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก โรงแรม อาคารสำนักงานให้เช่า โรงงานให้เช่า เนื่องจากสร้างเสร็จก่อนโดยใช้ต้นทุนก่อสร้างเดิม แต่มูลค่าระยะยาวกระแสเงินสดจะเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงธุรกิจที่ภาครัฐอาจเข้าแทรกแซงตรึงราคา ทั้งๆ ที่ต้นทุนพุ่งลิ่ว

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน