
ได้โอกาส...ทอง
ราคาทองคำเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ในตลาดลอนดอนได้ทำลายสถิติอีกครั้ง
ราคาทองคำเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ในตลาดลอนดอนได้ทำลายสถิติอีกครั้ง
เพราะความวิตกเกี่ยวกับความวุ่นวายในตะวันออกกลาง หนี้สินโปรตุเกสและวิกฤตนิวเคลียร์ญี่ปุ่น ประกอบกับเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองคำขึ้นมาอยู่ที่ออนซ์ละ 1,447 เหรียญสหรัฐ
ขณะที่บรรดาเซียนทองคำต่างก็ประเมินว่าแนวโน้มราคาทองคำในปีนี้มีทิศทางขาขึ้น และให้ราคาสูงสุดในปีนี้อยู่ที่ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1,447-1,450 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
สำหรับราคาต่ำสุดในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ดังนั้น บรรดาพ่อค้าทองคำและนักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศ จึงแนะนำในการลงทุนแก่นักลงทุนและประชาชนว่า หากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วอ่อนตัวลงมาประมาณ 60-100 เหรียญสหรัฐต่ออนซ์ ให้ถือเป็นจังหวะที่เข้าลงทุน โดยทยอยซื้อสะสม
น.ส.ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส บอกว่า ปีนี้การเคลื่อนไหวของราคาทองจะผันผวนจากปีที่แล้ว ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี คือ มีโอกาสที่จะสามารถทำกำไรจากความผันผวนได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของราคาทองคำขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจโลก หากสัญญาณเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวก็มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลดลงจึงควรมีความระมัดระวัง โดยสังเกตจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หากแนวโน้มอัตราการว่างงานและตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น นักลงทุนก็ต้องมีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น
เพราะถ้าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ราคาทองจะลง แต่ถ้าเศรษฐกิจยังทรุดตัว ปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง ลิเบีย เยเมนยิ่งคุกรุ่น ราคาทองก็ยิ่งขึ้นและขึ้น
คำถามที่ตามมาของบรรดานักลงทุนรายย่อย และคนซื้อทองคือ โอกาสทองในการลงทุนควรอยู่ตรงไหน?
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ กล่าวว่า ปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรงในญี่ปุ่นและปัญหาความไม่สงบในแอฟริกาและตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 10% หรือเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,500-1,550 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากการเร่งฟื้นฟูประเทศของญี่ปุ่นและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ราคาทองคำในประเทศอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 7% หรือเคลื่อนไหวที่ระดับ 2.2-2.25 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
เป็นการปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ราคาทองคำซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 2.04-2.05 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
“ราคาทองคำในช่วง 2 เดือนแรก มีการปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 1.3% จากราคาในช่วงต้นปีที่ 1,420 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยคาดว่าทองคำในปีนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้นตลอดทั้งปี จากปัจจัยรอบด้านทั้งแรงเทขายเงินเหรียญสหรัฐของญี่ปุ่นเพื่อถือครองเงินเยน ราคาน้ำมันโลกและค่าเงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้น 2-3%” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว
สำหรับราคาทองคำในประเทศในช่วงไตรมาส 2 คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันที่ 2.05-2.1 หมื่นบาทต่อบาททองคำ โดยราคาทองคำจะเริ่มผันผวนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ตามอุปสงค์ของผู้บริโภคในฤดูกาลและเทศกาลต่างๆ
เช่นเดียวกับนางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยนอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นจะเป็นปัจจัยบวกที่หนุนราคาทองคำต่อไป จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะสั้นนักลงทุนอาจต้องจับตาดูทิศทางราคาน้ำมันที่มีความสัมพันธ์และเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน แต่เชื่อว่าในระยะกลางราคาทองคำจะดีดตัวออกจากราคาน้ำมันได้ เพราะเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ นักลงทุนระยะกลางและระยะยาวควรรอจังหวะการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวใกล้ระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 2.01-2.02 หมื่นบาทต่อบาททองคำ เพื่อทำกำไรบริเวณเป้าหมายที่ 1,450-1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ ประมาณ 20,750-21,050 บาทต่อบาททองคำ
ในยามวิกฤตย่อมมีโอกาสทอง...







