
ขู่บุกพาณิชย์หากนำเงินกองทุนไปชดเชยน้ำตาลถุง
ชาวไร่อ้อยขู่อย่าแตะเงินกองทุนฯ หากดันทุรังใช้จะขนชาวไร่ 5,000 คน ไปกระทรวงพาณิชย์ ด้านโรงงานเผยใช้เงินกองทุนฯ ไม่จูงใจให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาบรรจุถุง 1 กิโลขาย
ชาวไร่อ้อยขู่อย่าแตะเงินกองทุนฯ หากดันทุรังใช้จะขนชาวไร่ 5,000 คน ไปกระทรวงพาณิชย์ ด้านโรงงานเผยใช้เงินกองทุนฯ ไม่จูงใจให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาบรรจุถุง 1 กิโลขาย
นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ 3 องค์กรชาวไร่อ้อย ประกอบด้วย สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน ว่า ชาวไร่ไม่ต้องการให้นำเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ไปใช้ในการเชยค่าบรรจุถุงน้ำตาล 1 กิโลกรัม ให้กับโรงงานน้ำตาล เนื่องจากเป็นปัญหาการจัดการของหน่วยงานราชการ ไม่ควรนำเงินในส่วนนี้ไปบริหารจัดการ หากทางกระทรวงพาณิชย์ยังยืนที่จะใช้เงินกองทุนฯ อยู่ชาวไร่จะระดมชาวไร่ 5,000 คน ไปพบกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เพื่อทำความรู้จัก ซึ่งในวันจันทร์ที่ 28 มี.ค.2554 จะหารือท่าทีกันอีกครั้งหนึ่ง
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจและสายงานผลิตและเทคนิก บริษัทน้ำตาลขอนแก่น กล่าวว่า การแก้ปัญหาเรื่องการบรรจุถุงด้วยการนำเงินกองทุนฯ มาชดเชย ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ทั้งๆ ที่รัฐยอมรับว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ยอมให้ขึ้นค่าบรรจุถุง ซึ่งการแก้ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้ช่วยจูงใจให้มีผู้ลิตรายใหม่เข้ามาทำน้ำตาลบรรจุถุง แต่เป็นการลดการขาดทุนของผู้ผลิตรายเดิมมากกว่า
“วิธีแก้ที่ง่ายที่สุด คือ ให้โมเดิร์นเทรดนำน้ำตาลมาตวงขายเอง เพราะตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำตาลขาด แต่อยู่ที่ชนิดของพาชนะบรรจุ” นายชลัช กล่าว
แหล่งข่าวจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการให้ฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูแลอยู่ ว่าจะใช้เงินกองทุนฯไปชดเชยได้หรือไม่ แต่คิดว่าไม่น่าจะขัดต่อหลักการ เพราะกองทุนฯ มีอำนาจตามมาตรา 23 (3) ตามพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ในการดูแลผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค แต่ที่สำคัญคือ น้ำตาล 3 ล้านกระสอบยังไม่ได้ขึ้นงวดจำหน่ายจึงไม่รู้ว่ารายได้จากส่วนนี้จะเข้ามาเมื่อไหร่ และจำนวนเงิน 600-700 ล้านบาท ที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินดูเหมือนจะมากเกินไป นอกจากนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ด้วย
“มองว่าการนำเงินมาชดเชยส่วนนี้ เป็นการช่วยเหลือชนชั้นกลาง คนที่ซื้อสินค้าในโมเดิร์นเทรด แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ซื้อน้ำตาลจากห้าง แต่ซื้อขายตามตลาดกลับไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้ด้วย ถ้าช่วยก็เหมือนกับทำ 2 มาตรฐาน” แหล่งข่าว กล่าว
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมาชดเชยค่าบรรจุถุงน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมให้กับโรงงานน้ำตาล ซึ่งให้เวลารวบรวมข้อมูล 1 สัปดาห์ และคาดว่าจะสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้ในสัปดาห์ถัดไป
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องศึกษา คือ ดูอำนาจหน้าที่ของกองทุนฯตามกฎหมาย ว่าสามารถนำเงินมาชดเชยได้หรือไม่ ตลอดจนฐานะกองทุนฯ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งต้องหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เ พื่อขอความเป็นชอบจากทุกฝ่าย นอกจากนี้น้ำตาลที่เพิ่มขึ้นมาจำนวน 3 ล้านกระสอบ ขณะนี้ยังไม่ได้จัดสรรเข้าไปในน้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อการบริโภคภายในประเทศ) และยังไม่ได้ขึ้นงวดเพื่อจำหน่ายทำให้รายได้ 5 บาทต่อกิโลกรัมที่เกิดจากน้ำตาลในจำนวนนี้ยังไม่เข้าระบบ จึงต้องหาแนวทางที่เหมาะสม
“แนวทางให้กองทุนฯชดเชย ถือเป็นเพียงหนึ่งแนวทางแก้ปัญหาน้ำตาลขาดแคลนในโมเดิร์นเทรด ยังไม่ได้ตกลงที่จะใช้ ซึ่งนอกจากแนวทางนี้ ก็มีแนวอื่นๆ ที่สามารรถช่วยได้ เช่น กระทรวงพาณิชย์ต้องไปหารือกับโมเดิร์นเทรดลดเก็บค่าวางสินค้า ยืดระยะเวลาการจ่ายเงิน หรือให้โมเดิร์นเทรดตวงน้ำตาลขาย เหมือนขายผลไม้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบรรจุถุงให้หมดไปได้” นายประเสริฐ กล่าว
ขณะที่การเก็บค่าธรรมเนียมน้ำตาลโควตา ค (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) เข้ากองทุนฯ ก็ต้องศึกษาความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน เพราะต้องพิจารณาด้วยว่าหากราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกลงจะทำอย่างไร แต่หากทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่องดีสำหรับกองทุนฯ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้มั่นคง ก็คงต้องรอดูความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด







