
ญี่ปุ่นกับลิเบียความโชคร้ายของคนทีแตกต่างกัน
ในช่วงนี้เหตุการณ์ที่ทุกคนพูดถึงกันคงหนีไม่พ้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา
ในช่วงนี้เหตุการณ์ที่ทุกคนพูดถึงกันคงหนีไม่พ้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา
จนทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงถึง 10 เมตร (33 ฟุต) และความเสียหายจากโรงปฏิกรณ์ฟูกุชิมา ไดอิชิ จนทำให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีในปัจจุบัน
และอีกเหตุการณ์คือ วิกฤตทางการเมืองที่ลิเบียระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้ต่อต้าน
เหตุการณ์ทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ การเสียชีวิตของคนในประเทศจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่ที่ต่างกันก็คือเหตุการณ์หนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ อีกเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง
ขณะที่ประเทศหนึ่ง ประชาชนในประเทศต่างร่วมใจกัน ให้กำลังใจกันในการฝ่าฟันวิกฤตการณ์ด้วยความมีวินัย อดทน มีน้ำใจ ขณะที่ประเทศหนึ่งกลับเห็นคนในชาติเป็นศัตรู พร้อมที่จะทำลายกัน
ทั้งสองเหตุการณ์มองแล้วให้นึกถึงคำว่า “ส่วนรวม” กับ “ส่วนตน” ผมเชื่อเสมอว่าหากเรามองที่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เราจะไม่เกิดความขัดแย้งกัน เพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมเหมือนกัน การพร้อมจะยอมรับกัน การพร้อมจะทำงานร่วมกันก็เกิดขึ้น ความสำเร็จของงาน ความเจริญของประเทศก็จะมีมากขึ้น และเมื่อเรามองที่ประโยชน์ “ส่วนรวม” เป็นหลัก ความแตกต่างในความคิดอาจเกิดได้ แต่จะไม่เกิดความแตกแยกแน่นอน ความสามัคคีก็เกิดขึ้น
แต่หากเรามองที่ประโยชน์ “ส่วนตน” เหนือประโยชน์ “ส่วนรวม” ความขัดแย้งกันย่อมเกิดเป็นของธรรมดา แม้จะมี ความสามัคคีเกิดขึ้น ก็จะเป็นเพียงความสามัคคีที่เกิดเมื่อผลประโยชน์สอดคล้องกันเท่านั้น แต่เมื่อใดที่ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน เมื่อนั้นความแตกแยกก็เกิดขึ้น ดังนั้นหากทุกคนมองประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ เมื่อนั้นความแตกแยกย่อมเกิดขึ้นแน่นอน ไม่วันนี้ก็เป็นวันข้างหน้า เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่ประโยชน์ส่วนตนของแต่ละคนจะสอดคล้องกันตลอดเวลา
ผมคงขอพูดในภาพที่เห็นสำหรับกรณีญี่ปุ่น เคยได้ยินมาตลอดว่าญี่ปุ่นเป็นคนที่รักชาติ มีวินัย ความอดทนสูง และยึดมั่นศักดิ์ศรีของตนเอง ฯลฯ และภัยพิบัติครั้งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ได้รับรู้มาตลอดเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นการอดทนเข้าแถวรอรับการช่วยเหลือ ข่าวอาชญากรรมที่ไม่มีให้เห็น และเมื่อต้องการผู้เสียสละเสี่ยงชีวิตเข้าไปแก้ไขปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีผู้เสนอตัวทันที ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงทำให้ไม่สงสัยเลยว่าทำไมญี่ปุ่นถึงเป็นชาติที่เจริญ
เทียบกับข่าวลิเบียแล้วก็เศร้าใจครับ ที่คนในชาติเดียวกันต้องทำร้ายกันเองเพียงเพราะคำคำเดียว คือ “อำนาจ” มีการทำร้ายกัน ประหัตประหารกันเพราะเห็นว่าผู้ที่เห็นต่างคือคนที่ไม่ดี แต่ไม่ได้มองเลยว่าผู้เห็นต่างเป็นเพียงผู้ที่มีความเห็นต่างจากเราเท่านั้น หากชาวลิเบียได้ฟังและนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้กับคนไทยทุกคนที่ว่า “หันหน้าเข้าหากันไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน แก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง” มาปฏิบัติ ก็น่าจะเตือนใจให้นึกถึงประเทศชาติกันได้บ้าง (สำหรับคนไทยบางกลุ่มก็เช่นเดียวกัน)
หากลองเทียบเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ดู ผมคิดว่าด้านความเสียหาย ญี่ปุ่นเสียหายมากกว่าแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เสียชีวิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่หากให้คาดเดาว่าประเทศใดจะฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่ากัน ผมก็เชื่อว่าญี่ปุ่นจะกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่า
ที่ผมกล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะคำเดียวที่ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่ามีมาก คือ จิตวิญญาณ หรือทัศนคติ ที่มีวินัย เข้มแข็ง อดทน ที่เป็นบวก พร้อมจะสู้และอดทนต่อภัยต่างๆ เสมอ
เหมือนกับชีวิตของพวกเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พวกเราประสบความสำเร็จได้ในชีวิตก็คือ จิตวิญญาณ หรือทัศนคติ ที่ประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตนนั่นเอง







