
ธปท.ยังไม่คลายล็อก คุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจรุมเร้า
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจรุมเร้า
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจรุมเร้า ทั้งดอกเบี้ยปรับขึ้น น้ำมันแพง รวมถึงความผันผวนทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้จะไม่มีมาตรการใหม่มาควบคุมสินเชื่อ แต่ก็ยังไม่วางใจสถานการณ์ โดยยังคงมาตรการเดิมเอาไว้ต่อไป
เกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปีของสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในหัวข้อ “ทางรอดสินเชื่อบ้านและธุรกิจที่อยู่อาศัย” ว่า ขณะนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ หรือโอเวอร์ซับไพรม์ แต่ ธปท.จะไม่ยกเลิกมาตรการคุมวงเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่ออกไปก่อนหน้านี้ เพราะถือเป็นมาตรการที่ช่วยให้การปล่อยสินเชื่อมีมาตรฐาน
โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกมาตรการคุมวงเงินให้สินเชื่อ โดยกำหนดเกณฑ์ปล่อยกู้ที่อยู่อาศัยแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียมได้ไม่เกิน 90% และที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยวได้ไม่เกิน 95% ซึ่งออกไปเพื่อให้การปล่อยกู้ที่มีมาตรการที่ดี สินเชื่อมีคุณภาพ
“เท่าที่ดูตอนนี้ ธปท.ไม่น่าจะมีการกำกับความร้อนแรงของภาคธุรกิจใดเป็นพิเศษ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าผู้ว่าการ ธปท.จะให้นโยบายในการกำกับควบคุมสถาบันการเงินร่วมกับการใช้นโยบายดอกเบี้ยด้วยก็ตาม จึงไม่คิดว่าจะมีความจำเป็นต้องออกมาตรการอะไรใหม่มาควบคุมเพิ่มเติม” เกริก ระบุ
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า หลังออกมาตรการ LTV ธุรกิจอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง สินเชื่อใหม่ที่ปล่อยกู้แก่คอนโดมิเนียมหดตัวบ้าง แต่ไม่มาก
ข้อมูลล่าสุดในเดือน ม.ค.ปีนี้ พบว่าหลังออกมาตรการทำให้สินเชื่อที่เคยขยายตัว 30% ลดลงเหลือ 22% แต่สินเชื่อในภาคธุรกิจนี้ยังสามารถขยายตัวได้ เพียงแต่อาจจะไม่หวือหวาเหมือนเดิม ส่วนเคมเปญบ้านที่ยังมีการใช้ดอกเบี้ย 0% หรือดอกเบี้ยคงที่ในระยะ 2-3 ปีนั้น ธปท.ก็ไม่มีนโยบายจะควบคุมแต่อย่างใด เพราะถือว่าประชาชนผู้บริโภคได้ประโยชน์ และไม่ได้สร้างปัญหาอะไรแก่ระบบ
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการมีน้อยลง ส่วนสินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยรายย่อยยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมก็โตได้ แม้จะชะลอลงบ้างหลังมีมาตรการจาก ธปท.มาควบคุม คาดว่าภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้น่าจะโตได้มากกว่าปี 2553 โดยภาพรวมน่าจะโตประมาณ 4-5%
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน เป็นอุปสรรคให้กับผู้ประกอบการบ้าง เพราะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งน่าจะมีผลต่อราคาบ้านให้สูงขึ้นด้วย
อิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า มองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถเติบโตได้ เพราะจากผลการสำรวจพฤติกรรมคนซื้อพบว่าความต้องการอยู่อาศัยจริงยังไม่ลดลง ยอดโอนที่อยู่อาศัยเก่าและใหม่ยังอยู่ที่ 1.7 แสนยูนิต ในเดือน ม.ค.ปีนี้อยู่ที่ 9,065 ยูนิต ซึ่งมองว่ายังมีช่องทางโตได้ เพราะทางภาครัฐมีการขยายการลงทุน ข้าราชการได้รับเงินเดือนสวัสดิการเพิ่มในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้ ก็น่าจะช่วยให้ธุรกิจปรับดีขึ้นได้ด้วย
“ส่วนดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นมองว่าเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวเป็นธรรมดาที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้น ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นกระทบทางอ้อมกับผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์บ้าง เพราะค่าขนส่งวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างซึ่งมีน้ำหนักมากเพิ่มสูงขึ้น” อิสระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อยากให้ทางภาครัฐและ ธปท.มีการเตรียมหลักเกณฑ์ในการให้สินเชื่อไว้รองรับผู้ซื้อต่างชาติด้วย เพราะต่อไปในปี 2558 ภูมิภาคเอเชียจะเปิดเสรี ฉะนั้นก็ควรมีเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้ต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยได้ด้วย เพราะปัจจุบันนี้ทำไม่ได้
ธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในภาวะต้นทุนสูงขึ้น จากดอกเบี้ยที่ดินแพงขึ้น ทำเลดีๆ หายากขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการในโครงการคอนโดมิเนียมรายกลางและรายเล็กล้มหายตายจากไปมาก เหลือแต่รายใหญ่ในตลาดประมาณ 10 กว่าราย ซึ่งผลก็คือผู้บริโภคอาจจะถูกกำหนดราคาซื้อจากผู้ประกอบการเพียงกลุ่มเดียวนี้ก็ได้ ซึ่งทางรอดคือ ผู้ประกอบการต้องใช้แนวทางหาพันธมิตรมาร่วมลงทุนแทนการลงทุนรายเดียว
พิมลพร พูลนาผล ตัวแทนจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตได้ โดยสัดส่วนสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มีประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 10% จากสินเชื่อรวมทั้งระบบที่ประมาณ 7 ล้านล้านบาท ถือว่าสัดส่วนสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มีถึง 26% หรือ 1 ใน 4 ของสินเชื่อทั้งระบบ ในจำนวนนี้แบ่งเป็นสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป 58% และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอีก 42%
โดยคาดว่าในปี 2554 นี้ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์จะโตได้ประมาณ 4.7-7% แม้แนวโน้มดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ก็ยังไม่เป็นอุปสรรค
กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า จากภาวะต้นทุนแพงขึ้น ไม่ว่าจากดอกเบี้ยที่แนวโน้มปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอื่นๆ มีผลให้ผู้ประกอบการในภาคนี้มีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งในภาวะนี้ต้องปรับตัวให้เร็ว พร้อมรับสถานการณ์ ทั้งในและต่างประเทศ
ด้านวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า สินเชื่อของธนาคารยังขยายตัวได้ 9.9 หมื่นล้านบาท จากสินเชื่อรวม 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถืงแม้ว่าจะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่ธนาคารก็ยังจะตั้งเป้าสูงขึ้น เพราะธนาคารกำลังพิจารณาจะเพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากขึ้นอีกในปีนี้







