
ซีไอเอ็มบีออกหุ้นกู้3หมื่นล.
เพิ่มกองทุนรับสินเชื่อขยาย20% เล็งออกบี/อีตราสารแฝงอนุพันธ์
เพิ่มกองทุนรับสินเชื่อขยาย20% เล็งออกบี/อีตราสารแฝงอนุพันธ์
ซีไอเอ็มบี ตั้งเป้าสินเชื่อโต 20% เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นออกหุ้นกู้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท ไม่เน้นรับเงินฝาก
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) กล่าวว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 20 เม.ย.นี้ ธนาคารจะเสนอต่อที่ประชุมขอขยายวงเงินการออกหุ้นกู้จาก 6,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและสินเชื่อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
นายสุภัค กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 20% หรือ 2 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าในช่วง 3 เดือนแรก สินเชื่อจะเติบโตได้ที่ 5% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท
“ในปีนี้เราตั้งเป้าการเติบโตไว้สูงมาก เพราะคาดว่าสินเชื่อในระบบโดยเฉลี่ยจะเติบโตที่ 8% เท่านั้น สำหรับสินเชื่อของธนาคารที่เติบโตได้ดีในช่วงไตรมาสแรก คือ สินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อย ขณะที่สินเชื่อขนาดใหญ่ยังขึ้นๆ ลงๆ เพราะมีบางส่วนชำระคืนมาบ้าง” นายสุภัค กล่าว
ทั้งนี้ แผนการออกหุ้นกู้ดังกล่าวส่วนหนึ่งจะออกเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ออมที่มีความหลากหลายมากขึ้นจากการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่จะมีผลในปีนี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านการแข่งขันระดมเงินฝากในตลาด โดยปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง อยู่ที่ 14% แบ่งเป็นกองทุนขั้นที่หนึ่ง 9% และกองทุนขั้นที่สอง 5% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 90%
ธนาคารยังมีแผนออกผลิตภัณฑ์เงินฝากแฝงอนุพันธ์และตั๋วบี/อี แต่จะไม่ใช้คำว่าเงินฝากในการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ห้ามใช้คำว่าเงินฝากในผลิตภัณฑ์กลุ่มอนุพันธ์แฝงและตั๋วแลกเงินเพื่อป้องกันการสับสนของผู้บริโภค
สำหรับกรณีการขายบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีไอเอ็มบี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารให้กับซีไอเอ็มบีกรุ๊ปนั้น สาเหตุหลักมาจากการขาดความคล่องตัวภายใต้การบริหารของธนาคารในด้านการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้า เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ ธปท.ที่จำกัดการกระจุกตัวในการปล่อยสินเชื่อ
นอกจากนี้ ธุรกิจ บล.ซีไอเอ็มบี ยังมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 0.8% ซึ่งมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนอีก 1,000-2,000 ล้านบาท หากจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดทำให้บริษัทแม่รับซื้อกลับไปดูแลเอง ทั้งนี้การขายในครั้งนี้จะไม่ส่งผลต่อกำไรของธนาคารมากนัก เพราะคิดเป็นกำไรสุทธิเพียง 24 ล้านบาทเท่านั้น โดยคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารในปีนี้อยู่อยู่ที่ 3.94 %
“ปัจจุบันธนาคารยังมีบริษัทลูกเหลืออีก 3 บริษัท คือ บีพีออโต้ลีซและเวิล์ดลีซ ที่ทำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ซึ่งทำกำไรได้ดี อีกหนึ่งแห่งคือ บีพี คอนเซาท์ ซึ่งทำธุรกิจติดตามทวงหนี้ โดยทั้งหมดยังไม่มีแผนในการขายออกไป” นายสุภัค กล่าว







