
Japan can do
สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้เชื่อว่านักลงทุนและสื่อมวลชนคงจะลำบากใจพอสมควรทีเดียว
สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้เชื่อว่านักลงทุนและสื่อมวลชนคงจะลำบากใจพอสมควรทีเดียว
สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้เชื่อว่านักลงทุนและสื่อมวลชนคงจะลำบากใจพอสมควรทีเดียว เนื่องจากประเด็นที่น่าสนใจของทั้งญี่ปุ่นและลิเบียนั้นพอๆ กัน โดยนัยของญี่ปุ่นนั้น ผมมองเห็นความพยายามในการช่วยเหลือมนุษยชาติ (ไม่ใช่เพียงชาวญี่ปุ่น) ให้รอดพ้นจากวิกฤตนิวเคลียร์ รวมถึงก้าวต่อไป คือ การฟื้นฟูบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยผมเชื่อว่าทั้งสองเรื่องนั้น ชาวญี่ปุ่นจะสามารถทำได้ดีและรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในอีกด้านหนึ่ง คือ เหตุการณ์ในลิเบีย ผมกลับมองเห็นการทำลายล้างกันของมนุษยชาติด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันของทั้งลิเบียและสหประชาชาติ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอีกแค่ไหนและต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการฟื้นฟูให้กลับคืนมาเป็นปกติ...ในเบื้องต้นผมคิดว่าอาจจะช้ากว่าการสร้างบ้านเมืองของชาวญี่ปุ่นก็เป็นไปได้
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า คาดว่าจะดีกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นในญี่ปุ่นที่คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงของการรั่วไหลของกัมมันตรังสีลดลง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนปัญหาที่คาดว่ายังคงจะมีอยู่ต่อไป คือ การขาดแคลนไฟฟ้า และการเดินทางที่ยังคงไม่เป็นปกติ ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อเนื่องต่อการดำเนินงานของโรงงานอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยปัจจัยดังกล่าวกดดันหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดหุ้นไทยในขณะนี้
สำหรับ Theme การลงทุนในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว โดยเปลี่ยนจากหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ไปเป็น Theme ในเรื่องการฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และพลังงานทางเลือกในระหว่างที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น ผมจึงคาดว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันมีโอกาสอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น ในขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้าง น้ำมัน ถ่านหิน และเดินเรือ มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดแทน
สำหรับสถานการณ์ในลิเบียนั้นมองได้ 2 แนวทาง คือ 1) การโจมตีของกองกำลัง UN จะส่งผลให้เหตุการณ์ประท้วงในลิเบียจบ ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง หรือ 2) การโจมตีของกองกำลัง UN ทำให้เหตุการณ์ในลิเบียจบ แต่การประท้วงของประชาชนในประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งในกรณีหลังนี้แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียให้ดี เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด หรือประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มประเทศอาหรับ ถึงแม้รัฐบาลจะมีการอัดฉีดงบประมาณ 93 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนก็ตาม โดยในกรณีหลังนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไป
ด้านราคาน้ำมันดิบนั้น ผมประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์บริเวณ 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเวสต์เท็กซัส บริเวณ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ได้สะท้อนอุปทานที่หายไปของลิเบียประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะตลาดน้ำมันเชื่อว่ากำลังการผลิตส่วนเกินของซาอุดีอาระเบียจะสามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันดิบจากญี่ปุ่นที่คาดว่าจะหายไป 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วยทำให้อุปสงค์และอุปทานของน้ำมันดิบสมดุลขึ้น ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบจากนี้ไปหากจะปรับขึ้นจะต้องมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงในซาอุดีอาระเบียเป็นสำคัญ ซึ่งหากเกิดจริงคาดว่าราคาน้ำมันดิบมีโอกาสพุ่งขึ้นไปได้มากกว่า 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งในเวลานั้นผมแนะนำให้ขายหุ้นออกไม่น้อยกว่า 50% ของพอร์ต เนื่องจากคาดว่าจะเริ่มกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม
กลยุทธ์การลงทุนสำหรับ 1 สัปดาห์ข้างหน้า แนะนำซื้อ หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC) กลุ่มถ่านหิน (BANPU) กลุ่มน้ำมัน (PTTEP) โดยแนะขายทำกำไรระยะสั้น กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ได้แก่ TOP, PTTAR, ESSO และ BCP
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมครับ







