
วิจัยกสิกรชี้กองทุนรวมหืดจับ
ภาวะสวิง-บอนด์เกาหลีถึงดีล บลจ.ดิ้นประคองเอ็นเอวีปีนี้
ภาวะสวิง-บอนด์เกาหลีถึงดีล บลจ.ดิ้นประคองเอ็นเอวีปีนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกองทุนรวมปี 2554 โจทย์หิน บลจ.ต้องหาสินค้าใหม่รองรับเงินลงทุนบอนด์เกาหลีใต้ครบอายุ ประคองเอ็นเอวีและขยายฐานลูกค้าใหม่
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินภาพรวมของการแข่งขันและความท้าทายของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปี 2554 ว่า ธุรกิจกองทุนรวมจะเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมการลงทุน ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อาจจะไม่สามารถพึ่งพิงผลของราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น ทอง และสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหมือนปีที่ผ่านมาได้
นอกจากนี้ กองทุนเปิดพันธบัตรเกาหลีใต้กว่า 2.29 แสนล้านบาท จะครบกำหนดอายุ ทำให้การประคองมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) ในปีนี้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ต้องอาศัยแรงผลักดันด้านอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ การออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน รวมถึงสถานการณ์ต่างประเทศที่ไม่แน่นอน อาจส่งผลต่อความเสี่ยงและความผันผวนของผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่ลงทุนหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถประคับประคองมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทและสร้างความยืดหยุ่นในการดูแลสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ ซึ่ง บลจ.ที่มีพื้นฐานกลุ่มลูกค้าและผลิตภัณฑ์หลัก รวมถึงช่องทางการเสนอขายที่แตกต่างกัน ก็น่าที่จะมีแผนการรับมือกับโจทย์ที่ท้าทาย รวมถึงกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อตอบโจทย์และรักษาฐานลูกค้า เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นไปในแนวทางที่แตกต่างกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองอีกว่า นอกจากความท้าทายในการสรรหาผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดนักลงทุนให้ลงทุนกับบริษัทและการเพิ่มสมดุลของประเภทสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการแล้ว แต่ละ บลจ.จะยังมีความท้าทายในการตอบโจทย์ด้านการขยายฐานลูกค้า รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและเอื้อต่อการตอบสนองความต้องการในการลงทุนของนักลงทุน
“บลจ.ต่างๆ คงจะมีการร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ หรืออาศัยการขายตรงมากขึ้น รวมถึงการใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในขณะนี้” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
ดังนั้น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้นของลูกค้าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจหรือการปรับพฤติกรรมการลงทุนมาสู่กองทุนประเภทใหม่ๆ หรือกองทุนที่มีความเสี่ยงและโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังน่าติดตามคือเรื่องของกองทุนรวม ETF ต่างประเทศ และตราสารอิสลาม (Sukuk) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้เข้าจดทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 2554 ว่าจะสามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในฐานะคู่แข่งของอุตสาหกรรมกองทุนรวมได้มากน้อยเพียงใด นอกเหนือจากประเด็นการทยอยลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากและกฎเกณฑ์ที่อาจมีประกาศเพิ่มเติมในอนาคต







