
พรบ.ความผิดคอมพ์ หลักการดีแต่ปฏิบัติมีปัญหา
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2552
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2552
เป็นกฎหมายฉบับสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้กันมาขึ้นปีที่ 3 และมีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่เคยมีการระดมความคิดอย่างจริงจังว่า อะไรคือปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริง และอะไรคือทางออก เพื่อให้คนไทยและประเทศไทยรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมายและอดีตกรรมาธิการร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า อุปสรรคแรกของการบังคับใช้กฎหมายนี้ คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ทำให้การบังคับใช้ติดขัด ปกติควรมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างน้อย 36 เดือน แต่ในอดีตเคยมองว่าใช้เวลามากเกินไป แม้ขณะนี้จะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่กว่า 150 คน แต่ผู้เชี่ยวชาญแท้จริงมีน้อยมาก
เมื่อบุคลากรที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่มี ความรู้ ผลที่ตามมาคือ การใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ เช่น หากพิจารณาตามกฎหมายแล้วการปิดกั้นเว็บไซต์ สามารถทำได้เพียง 4 ฐานความผิดเท่านั้น ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 20 ประกอบด้วย ประเด็นหมิ่นพระบรมฯ และประเด็นที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย คือการพนัน, ลามกอนาจาร และการก่อการร้าย แต่ปัจจุบันมีการปิดกั้นเว็บไซต์จำนวนมากที่อยู่นอกเหนืออำนาจที่กฎหมายให้ไว้ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีระบุไว้เลย
"ที่สำคัญอีกส่วนคือ การปิดไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน บางคนเข้าเฟซบุ๊กไม่ได้ ทั้งที่มีแค่การแสดงความเห็นเรื่องการเมืองเท่านั้น จริงๆ สามารถฟ้องร้องต่อศาลได้ทันที ซึ่งขั้นตอนการปิดเว็บไซต์ ผู้เชี่ยวชาญต้องหาหลักฐานให้ครบถ้วน และส่งให้รัฐมนตรีไอซีทีอนุมัติเสนอต่อศาลอีกที ถ้ามีอะไรผิดพลาดผู้รับผิดชอบคือ รัฐมนตรีไอซีทีโดยตรง" นายไพบูลย์ กล่าว
ดังนั้น ทางออกต้องเร่งจัดอบรมเชิงปฏิบัติการพนักงานเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด และต้องสอบใบรับรองที่ชัดเจน แม้จะมีจำนวนน้อยแต่ก็จะได้ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง
ในทางกลับกัน การให้ความรู้ประชาชนให้มี ความเข้าใจมากขึ้นยังต้องเร่งดำเนินการโดยภาครัฐเป็นหลัก รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างน้อย ประชาขนต้องเข้าใจว่าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีจริง และสามารถจับกุมได้ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ มีระบบมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการติดตามย้อนกลับไปหาแหล่งที่มาได้โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ต้องมีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การตรวจสอบการจัดเก็บข้อมูลจราจรอินเทอร์เน็ต หรือล็อกไฟล์ ที่จนปัจจุบันมีการจัดเก็บน้อยมาก เช่น ร้านเน็ตคาเฟ่ ที่แทบไม่มีการจัดเก็บล็อกไฟล์เพราะค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังไม่มีการลงโทษและไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลือ
ขณะเดียวกันยังรวมถึงการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่สำคัญยิ่งกว่ากฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นการคุ้มครองข้อมูลของประชาชน แต่ยังเป็นร่างอยู่ที่กฤษฎีกา ถือเป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดที่ภาคประชาชนต้องผลักดัน
ให้รัฐบาลทำตามนโยบายอย่างจริงจัง
การขาดมาตรฐานทางจริยธรรม (Code of Conduct) ที่จะเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน เป็นอีกปัญหาสำคัญ ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ขาดแนวทางในการปฏิบัติร่วมกัน เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความรู้ของพนักงาน เมื่อไม่มีแนวทางปฏิบัติก็อาศัยทำตามๆ กันไป เคยมีความพยายามจัดทำออกมาแต่ไม่สำเร็จ ทางออกคือ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและกลุ่มสื่อมวลชน ต้องร่วมกันผลักดันมาตรฐานนี้ให้กระทรวงไอซีทีรับรองและประกาศใช้อย่างชัดเจนร่วมกัน เป็นการใช้หลักการควบคุมกันเอง (Self Regulation) ซึ่งมีประสิทธิภาพมากในต่างประเทศ และสอดคล้องกับแนวทางสิทธิเสรีภาพอีกด้วย
อีกส่วนที่ต้องเร่งผลักดัน คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลยุติธรรม และสภาทนายความ ควรแยกแผนกพิเศษด้านคดีเทคโนโลยีเพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง เป็นการสร้างให้เกิดบุคลากรใหม่ๆ ด้วย ซึ่งสถาบันการศึกษาจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องคือ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ และเนติบัณฑิตยสภา ต้องมีการบรรจุหลักสูตรวิชากฎหมายเทคโนโลยีเข้าไปด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องปกติแล้ว ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีเรื่องเหล่านี้เลย
หากพิจารณาแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยังสามารถใช้ได้อีก 23 ปี ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการตีความประยุกต์ใช้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าการเร่งแก้ไขในวันนี้จะได้ทางออกตามที่หวังไว้หรือไม่ แต่ท้ายที่สุดเมื่อถึงเวลาต้องแก้ไข ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่กรรมาธิการที่เป็นตัวแทนของสส. และ สว. ซึ่งไม่ได้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้าไปจัดการเท่านั้น







