
ห่วง‘โภคภัณฑ์’ร่วง
เลี่ยงทองหุ้นเกษตรซื้อเหล็ก ทริสดูผลญี่ปุ่นก่อนลดเครดิต
เลี่ยงทองหุ้นเกษตรซื้อเหล็ก ทริสดูผลญี่ปุ่นก่อนลดเครดิต
คาดราคาสินค้าโภคภัณฑ์จ่อลดลง 6 เดือนหน้าตามเศรษฐกิจโลก แนะเลี่ยงลงทุนทองหุ้นเกษตร ส่วนอาหารเหล็กน่าสนใจ
นาย ณสุ จันทร์สม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อีเอฟจี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธนาคารอีเอฟจี ธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ได้ให้มุมมองแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ว่า มีโอกาสลดลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้าตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวไม่เร็วอย่างที่คาดและกำลังย่ำแย่
ทั้งนี้ เศรษฐกิจในยุโรปยังประสบปัญหาจากการที่ประเทศโปรตุเกสและสเปนถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดี จีนไม่ได้ดีอย่างที่คาด หนำซ้ำประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยพิบัติ
ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดปลอดภัยที่สุดโดยไม่ต้องรีบเข้าไปลงทุน ทั้งนี้หากต้องการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ควรลงทุนไม่เกิน 15% ของพอร์ตลงทุน และเลือกหุ้นกลุ่มอาหารที่ได้ดีจากสถานการณ์นี้เป็นหลัก อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ที่มีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปสร้างมูลค่าเพิ่มหรือกลุ่มเหล็ก บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ที่มีความต้องการใช้ฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นในอนาคต
สำหรับการซื้อทองคำหรือหุ้นที่ดำเนินธุรกิจเกษตรอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน น้ำมันพืช ควรเป็นไปเพื่อการเก็งกำไรเล่นรอบมากกว่าลงทุนระยะยาว เพราะราคาของธุรกิจดังกล่าวจะมีความผันผวนสูง อิงกับภูมิอากาศที่อยู่ในภาวะแปรปรวน จึงทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงบริษัทเหล่านี้มีสินค้าคงคลัง ซึ่งราคามีแนวโน้มลดลงอยู่ จะเป็นการซ้ำเติมให้ผลการดำเนินงานลดลง
ขณะที่ควรพักหุ้นน้ำมันไว้ก่อน เนื่องมาจากความต้องการได้ลดลงตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกที่มีแนวโน้มลดลง
ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทริส เรทติ้ง เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าเหตุการณ์สึนามิและสารกัมมันตรังสีรั่วไหลเกินมาตรฐานในญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อฐานะและการดำเนินงานของบริษัทที่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น จนเป็นเหตุนำไปสู่การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือและคงต้องรอให้สถานการณ์ทั้งหมดหยุดนิ่งก่อนแล้วถึงจะมีการพิจารณา
สำหรับประเด็นการพึ่งพาเม็ดเงินของทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ก็ต้องรอด้วยเพราะยังเร็วเกินไป แม้ว่าที่ผ่านมาธุรกิจญี่ปุ่นในไทยจะไม่ค่อยพึ่งพาเม็ดเงินในไทย เพราะบริษัทแม่ในญี่ปุ่นจะเป็นผู้สนับสนุนเม็ดเงินเป็นหลักก็ตาม
นายสันติ กล่าวว่า ยอมรับว่าปีนี้ในการทำธุรกิจนั้นมีความยากลำบากกว่าในปีที่ผ่านมา เพราะธุรกิจจะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะเป็นตัวกดดันความสามารถในการทำกำไรของบริษัทและธุรกิจในปีนี้อย่างแน่นอน
“ปีนี้จะเห็นว่าไม่ง่ายเหมือนปีก่อน ซึ่งเมื่อปี 2553 จะเห็นว่าทริสไม่ได้มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของลูกค้าที่เข้ามาให้จัดอันดับแม้แต่รายเดียว แต่ปีนี้เริ่มเห็นแล้ว 1 บริษัท” กรรมการผู้จัดการ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อต้นปี 2553 บริษัท ทริส เรทติ้ง ได้ปรับลดอันดับเครดิต บริษัท ช.การช่าง (CK) เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องการลงทุนจำนวนมาก และล่าสุดเพิ่งปรับลดอันดับเครดิต บริษัท ทรัพย์ศรีไทย (SST) เป็นระดับ “BBB” จากเดิมที่ “BBB” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงทางด้านธุรกิจและการเงินที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากบริษัทขยายการดำเนินงานสู่ธุรกิจถั่วเหลือง
ด้าน บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) แจ้งตลาดหลัก ทรัพย์ว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่มีลูกค้าในญี่ปุ่นโดยตรง มีเพียงลูกค้าบางรายที่มีลูกค้าขั้นปลายที่ประเทศญี่ปุ่น
สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นนั้น บริษัทมีซัพพลาย เออร์จากประเทศญี่ปุ่นน้อยมาก ซึ่งก็ได้รับการชี้แจงว่าได้รับผลกระทบเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากการขาดแคลนพลังงาน
“ขณะนี้บริษัทมีวัตถุดิบสำรองในคลังสินค้าประมาณ 8 สัปดาห์ และเรายังคงติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของเราทุกคนที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบดังกล่าวให้กับเรา เพื่อที่จะดำเนินการการผลิตอย่างต่อเนื่อง”
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอาจจะมีความไม่แน่นอนของผลกระทบในด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์







