
เงินเยนแข็งค่ารับญี่ปุ่นเริ่มฟื้นเศรษฐกิจ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและเกิดคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่น ทำให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจไปทั่วโลก สะเทือนทั่วโลก ภาคธุรกิจไทยยังสะดุ้ง จับตาค่าเงินเยนทำสถิติแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในระยะนี้ประเด็นที่ต้องจับตามองหลังเกิดเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น คือ ความผันผวนของตลาดเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งช่วงนี้มีความผันผวนค่อนข้างมาก สะท้อนได้จากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 76 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จาก 79 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น เพื่อให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อนำเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันจันทร์ที่ 21 มี.ค.นี้
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและเกิดคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่น ทำให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจไปทั่วโลก สะเทือนทั่วโลก ภาคธุรกิจไทยยังสะดุ้ง จับตาค่าเงินเยนทำสถิติแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในระยะนี้ประเด็นที่ต้องจับตามองหลังเกิดเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น คือ ความผันผวนของตลาดเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งช่วงนี้มีความผันผวนค่อนข้างมาก สะท้อนได้จากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 76 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จาก 79 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น เพื่อให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อนำเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันจันทร์ที่ 21 มี.ค.นี้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและเกิดคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่น ทำให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจไปทั่วโลก สะเทือนทั่วโลก ภาคธุรกิจไทยยังสะดุ้ง จับตาค่าเงินเยนทำสถิติแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในระยะนี้ประเด็นที่ต้องจับตามองหลังเกิดเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น คือ ความผันผวนของตลาดเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งช่วงนี้มีความผันผวนค่อนข้างมาก สะท้อนได้จากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 76 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จาก 79 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น เพื่อให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อนำเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันจันทร์ที่ 21 มี.ค.นี้
ภาคธุรกิจประกันมีการประเมินความเสียหายของเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น จากบริษัท เอไออาร์ เวิลด์ไวด์ ซึ่งเป็นบริษัทประเมินความเสี่ยงชั้นนำระดับโลก คาดว่ามีมูลค่าอย่างต่ำ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ส่วนความเสียหายขั้นสูงสุดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า อาจทำให้บริษัทรับประกันภัยต่อต้องปรับเบี้ยประกันภัยขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่า 50% จากที่เรียกเก็บอยู่ในปัจจุบัน เบี้ยประกันภัยแผ่นดินไหวในตลาดประกันภัยอยู่ที่ 0.015% ของวงเงินความคุ้มครอง ซึ่งจะต้องซื้อเพิ่มเติมจากประกันอัคคีภัย ซึ่งเบี้ยจะอยู่ที่ 0.10.2% ของวงเงินความคุ้มครอง
ด้านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ระบุว่า เอ็กซิมแบงก์รับประกันการชำระเงิน หรือการประกันลูกหนี้การค้าในญี่ปุ่น คิดเป็นวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ผลกระทบจากสึนามิใน 4 จังหวัด ซึ่งได้แก่ มิยากิ ฟูกุชิมา อิบารากิ และชิบะ คาดว่ามียอดการรับประกันคงค้างรวมกันเพียงกว่า 10 ล้านบาท
สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปขายที่ญี่ปุ่น และได้ทำประกันการส่งออกกับ ธสน.ไว้ ให้พยายามติดต่อผู้ค้าในญี่ปุ่น หากพบว่าผู้ค้าได้รับความเสียหาย 100% ผู้ส่งออกจะได้รับเงินชดเชยค่าประกันภัย 90% ของมูลค่าสินค้าที่ทำประกันไว้ หรือกรณีที่กิจการเสียหายบางส่วน ให้รอการชำระเงินได้ภายใน 6 เดือน ถ้าหลัง 6 เดือนยังชำระค่าสินค้าไม่ได้ จะได้รับเงินชดเชยจากการประกันตั้งแต่ 8590% ของมูลค่าสินค้าที่ทำประกัน
กรณีที่ผู้ส่งออกยังต้องรอเวลาการชำระเงินจากผู้ซื้อ ธนาคารก็พร้อมที่จะขยายการชำระหนี้ 36 เดือน และเชื่อว่าผลกระทบครั้งนี้จะไม่ทำให้เอ็กซิมแบงก์ปรับเบี้ยประกันกับผู้ส่งออกเพิ่มมากนัก จากเดิมที่คิดอยู่ที่ 0.2% ของมูลค่าสินค้า อาจจะปรับเพิ่มอีก 10% จากเบี้ยเดิมในพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น เพราะเชื่อว่าคนญี่ปุ่นมีความรับผิดชอบสูง และให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตทางการค้ามาก
ย้อนกลับมาเรื่องใกล้ตัว แนวโน้มดอกเบี้ยเงินกู้ขยับขึ้นแล้วถ้วนหน้า 0.25-0.50% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากยังนิ่ง ยิ่งทำให้สเปรดดอกเบี้ยยิ่งห่าง แต่ที่แน่ๆ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขยับขึ้น 1% ทำให้คนกู้บ้านวงเงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนเพิ่มขึ้นเดือนละ 800 บาท สำหรับลูกค้ารายใหม่ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อเดือน จึงจะสามารถยื่นเรื่องขอสินเชื่อเพื่อกู้เงินซื้อบ้านได้
ปรากฏการณ์ที่ตามมา “แบงก์เปิดศึกรีไฟแนนซ์” เริ่มจากธนาคารกสิกรไทย ประกาศไล่กวาดเอสเอ็มอีเข้าพอร์ต ชูกลยุทธ์ทั้งหั่นดอกเบี้ย อัดแคมเปญจูงใจเพียบ พร้อมเป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอี โดยนายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าขยายฐานสินเชื่อลูกค้าเอสเอ็มอีในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.38 แสนล้านบาท จากยอด 4 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือเติบโตขึ้น 810% แบ่งเป็นธุรกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก 1.5 แสนล้านบาท และธุรกิจขนาดกลาง 2.5 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้จะเป็นการเปิดรับรีไฟแนนซ์ลูกค้ามาจากธนาคารอื่น 40%
ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังปรับตัวอย่างผันผวนตลอดสัปดาห์ แต่ตลาดหุ้นไทยก็ปิดบวกได้ โดยปิดที่ 1,003.29 จุด ลดลง 0.37% จากสัปดาห์ก่อน จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และวัสดุก่อสร้าง ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากความกังวลต่อวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น และความไม่สงบในกลุ่มประเทศอาหรับที่กดดันตลาด







