
ส่งออกก.พ.โชติช่วงโต31%
ส่งออก ก.พ. ทำสถิติสูงสุด ทะลุ 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โต 31% ช่วยไทยได้ดุล 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่งออก ก.พ. ทำสถิติสูงสุด ทะลุ 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โต 31% ช่วยไทยได้ดุล 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือน ก.พ. 2554 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่า 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 31% เทียบเดือน ก.พ. 2553 เมื่อคิดเป็นรูปเงินบาทมีมูลค่า 5.73 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.74%
นำเข้ามีมูลค่า 1.71 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.5% คิดเป็นเงินบาท 5.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.86% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 1,767 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.73 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การส่งออกช่วง 2 เดือน (ม.ค.ก.พ.) 2554 มีมูลค่า 3.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.74% ส่วนนำเข้า 3.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.72% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 910.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยที่ช่วยให้ส่งออกโตมาก เป็นไปตามเศรษฐกิจโลกขยายตัว โดยเฉพาะสหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และเอเชีย คือ จีน อินเดีย เอเชียตะวันออกและอาเซียน ประกอบกับสินค้าเกษตรและอาหารราคาสูงขึ้น และมีการส่งออกทองคำไปออสเตรเลียมูลค่าสูงกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะความวุ่นวายในตะวันออกกลาง เบื้องต้นประเมินว่าจะกระทบส่งออกไม่เกิน 1% จากที่ส่งออกไปภูมิภาคนี้ทั้งหมด 5% ของการส่งออกรวม แต่หากมีเหตุรุนแรงมากขึ้น จะทำให้ราคาน้ำมันผันผวน กระทบต่อต้นทุนส่งออกได้
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวญี่ปุ่น จะกระทบในระยะสั้น เพราะการขนส่งชะงัก ได้เตรียมแผนช่วยเหลือผู้ส่งออกแล้ว โดยเฉพาะสินค้าเน่าเสียง่าย เช่น มะม่วงสุก ให้หาตลาดอื่นทดแทน เช่น จีน อาเซียน หรือเมืองอื่นของญี่ปุ่นแทน แต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายญี่ปุ่นจะนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น ทดแทนการผลิตที่เสียหาย ทำให้ส่งออกญี่ปุ่นเพิ่มอีก 10-20% หรือมีมูลค่า 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แยกเป็นสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น 32.8% อุตสาหกรรม 29.9% โดยเฉพาะทองคำเพิ่มขึ้น 480% และสินค้าอื่นๆ 33.5% ส่วนตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยตลาดหลักเพิ่มขึ้น 27% จากการเพิ่มขึ้นของญี่ปุ่น 36.8% สหรัฐ 23.5% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) 20.9%
ตลาดศักยภาพสูงเพิ่มขึ้น 30.5% จากการเพิ่มขึ้นของอาเซียน (9 ประเทศ) 18.6% จีน 28.2% อินเดีย 11.5% ฮ่องกง 101.7% เป็นต้น ส่วนตลาดศักยภาพระดับรองเพิ่มขึ้น 19.3%
การนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม อาทิ เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 64% มูลค่า 3,447 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าทุน 31.8% มูลค่า 4,332 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป 6.8% มูลค่า 7,096 ล้านเหรียญสหรัฐ







