posttoday
ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ภาระประชาชนเพิ่ม

ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ภาระประชาชนเพิ่ม

13 มีนาคม 2554

คงไม่มีข่าวไหนฮอตฮิตและเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เท่ากับดอกเบี้ยขาขึ้นอีกแล้ว เพราะคล้อยหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.50% เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดูแลภาวะเงินเฟ้อสูง ป้องกันการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสูงเกินจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของประชาชน เพื่อดูแลอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงที่ติดลบอยู่ 1% ให้เป็นบวก เพราะเกรงว่าหากติดลบไปนานๆ อาจเกิดความเสี่ยงเรื่องการบริโภคการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนให้หดตัวลงได้

คงไม่มีข่าวไหนฮอตฮิตและเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เท่ากับดอกเบี้ยขาขึ้นอีกแล้ว เพราะคล้อยหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.50% เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดูแลภาวะเงินเฟ้อสูง ป้องกันการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสูงเกินจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของประชาชน เพื่อดูแลอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงที่ติดลบอยู่ 1% ให้เป็นบวก เพราะเกรงว่าหากติดลบไปนานๆ อาจเกิดความเสี่ยงเรื่องการบริโภคการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนให้หดตัวลงได้

 

ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ภาระประชาชนเพิ่ม

ทันทีที่ กนง.ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์ต่างพาเหรดกันขึ้นดอกเบี้ยแทบจะทันที ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก

นำทีมโดยธนาคารขนาดใหญ่ ทั้งธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงไทย ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ในอัตราเฉลี่ย 0.25% เพียงแต่อาจแตกต่างกันในเงินฝากแต่ละประเภท เช่นเดียวกับธนาคารขนาดเล็ก เช่น ธนาคารทิสโก้ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำและตั๋วแลกเงินอีก 0.25%

ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็เตรียมการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทขึ้นอีก 0.25% คาดว่าจะมีผลในวันที่ 14 มี.ค. ที่จะถึงนี้

แม้ธนาคารพาณิชย์จะประกาศขึ้นดอกเบี้ยกันถ้วนหน้า แต่ยังพออุ่นใจได้บ้างว่า ธนาคารรัฐอย่างธนาคารออมสินยังยืนยันที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ที่ระดับ 6% เช่นเดียวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ เอสเอ็มอีแบงก์ ล้วนแล้วแต่ตรึงดอกเบี้ยไว้ โดยไม่ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยแต่อย่างใด เพราะหากประกาศขึ้นดอกเบี้ยช่วงนี้ตามธนาคารพาณิชย์ ประชาชนที่มีหนี้สินเชื่อคงลำบากขึ้นโข เพราะถ้าดอกเบี้ยเงินซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม และเงินกู้สารพัดต่างปรับขึ้นพร้อมๆ กับราคาสินค้า น้ำมันขึ้น ราคาอาหารเช่นนี้ คงแย่คูณสอง เพราะภาระผ่อนหนี้ต่องวดต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคธุรกิจแล้ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทย

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เริ่มส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 0.51% แม้ว่าไม่มากนัก เพราะต้นทุนดอกเบี้ยมีสัดส่วนเพียง 45% ของต้นทุนทั้งหมดของผู้ผลิตเท่านั้น ถ้าเทียบกับผลกระทบจากต้นทุนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีในหลายธุรกิจก็พยายามปรับตัว ลดต้นทุน และพยายามประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ โดยการผลักภาระบางส่วนไปให้ผู้บริโภค ผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าได้บ้าง ยกเว้นธุรกิจในกลุ่มขนส่ง เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ที่ปรับราคาได้ค่อนข้างยาก

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานผลการประเมินผลงานของรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยเฉพาะโครงการปรับปรุงถนนไร้ฝุ่นสายหลัก 4,200 กิโลเมตร ทางหลวงชนบท 7,500 กิโลเมตร ระบบชลประทานขนาดเล็ก ที่ใช้งบกว่า 2.3 แสนล้านบาท ว่า โครงการถนนไร้ฝุ่นนั้นประชาชนยังขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน การจ้างงานคนในชุมชนภายใต้โครงการมีค่อนข้างน้อย และถนนไร้ฝุ่นบางสายยังมีปัญหาความปลอดภัยและไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานและไม่ตรงตามเกณฑ์การสร้างถนน

ขณะที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ผลการประเมินพบว่า ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในด้านการเพิ่มการจ้างงานในท้องถิ่น แต่สามารถกระจายการลงทุนด้านบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานในการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ และจัดหาแหล่งน้ำให้ประชาชนเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการโครงการยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะในการดูแล บำรุงรักษา

ส่วนโครงการประกันรายได้เกษตรกร พบว่าโครงการมีหลักการและกระบวนการที่ดีในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับน่าพอใจ สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย

โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง พบว่าโครงการเหล่านี้สามารถส่งเสริมอาชีพ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้หมดไปได้

ประเด็นสุดท้ายที่อาจลากยาวไปจนถึงสัปดาห์หน้า คือ เหตุภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นจากคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก และส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียร่วงระนาวด้วย รวมถึงทำให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น และมีผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลง นักลงทุนวิตกแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา

แม้เหตุการณ์นี้จะทำให้นักลงทุนทิ้งหุ้นจนราคาหุ้นหลายตัวร่วงลงแรงกว่า 15 จุด แต่เพียงพริบตาเดียวก็มีแรงซื้อหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้ กลับมาอย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์ประเมินว่า แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ถ่านหิน โรงกลั่น บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง

สำหรับการซื้อขายตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีปิดที่ระดับ1,007.06 จุด ลดลง 12.16 จุด มูลค่าการซื้อขาย 28,549 ล้านบาท
 

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน