
รฟท.แพ้คดีรถไฟสายสีแดงทุบหุ้นรับเหมา
วันนี้หุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการรับเหมาก่อสร้างปรับตัวลดลงหลังปกครอง กลางวินิจฉัยให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แพ้คดี กลุ่มกิจการร่วมค้าเอสทีซีซี จอยท์เวนเจอร์ ที่ถูก รฟท. ตัดสิทธิเข้าประกวดราคาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วง บางซื่อ–ตลิ่งชัน
วันนี้หุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการรับเหมาก่อสร้างปรับตัวลดลงหลังปกครอง กลางวินิจฉัยให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แพ้คดี กลุ่มกิจการร่วมค้าเอสทีซีซี จอยท์เวนเจอร์ ที่ถูก รฟท. ตัดสิทธิเข้าประกวดราคาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วง บางซื่อ–ตลิ่งชัน
ทั้งนี้โครงการนี้บริษัท กิจการร่วมค้า ยูนิค–ซุนวู ชนะการประมูลโดยมีวงเงินรวมทั้งหมด 11,284.27 ล้านบาท ทั้งนี้หุ้น บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ)ปิดตลาดที่ 3.12 บาทลดลง0.08 บาท ขณะที่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อป เมนต์ (ITD) ปิด 3.82 บาทลดลง 0.02 บาท และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด มหาชน (CK) ราคาค่อนข้างนิ่ง บริษัท ซิโนไทย-เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัค ชั่น(STEC) ปิด 13 บาทลดลง 0.10 บาท
อย่างไรก็ตามกิจการร่วมค้า ยูนิค–ซุนวู ถูกถือหุ้น โดยบริษัท ชิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น ในสัดส่วน 50 % และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ถือหุ้น 50 %
ด้านบล.เอเซียพลัส(ASP)วิเคราะห์หลังศาลปกครองกลางมีคำตัดสินออกมาว่า แนวทางการดำเนินการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ–ตลิ่งชัน ซึ่งปัจจุบันกิจการร่วมค้า ยูนิค–ซุนวู ซึ่งชนะการประมูลได้ดำเนินงานก่อสร้างไปแล้ว 45.89%มี อยู่ 2 แนวทางคือ ยกเลิกการประมูลแล้วเริ่มกระบวนการใหม่ หรือดำเนินการจัดหาด้วยวิธีใหม่
อย่างไรก็ตาม รฟท. จะได้ดำเนินการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางดังกล่าว ไปยังศาลปกครองสูงสุดต่อไป
สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการลงทุนในตลาดหุ้น ฝ่ายวิจัยเห็นว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อ 3 อุตสาหกรรมหลัก เริ่มจากรับเหมาก่อสร้าง ซึ่ง UNIQ จะได้รับผลกระทบทางตรงจากการเป็นผู้รับเหมาะหลักในโครงการดังกล่าว ตามด้วย Sentiment ของกลุ่มที่จะถูกกดันจากความไม่แน่นอนของการเปิดประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเส้นทางใหม่ๆ เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ รฟท. กลุ่มถัดมาได้แก่ กลุ่มขนส่ง ซึ่ง BTS และ BMCLอาจได้รับผลกระทบจากประมาณการผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจาการมีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และการเสนอเข้าเป็นผู้บริหารเส้นทางการเดินรถอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงิน ที่ปลอ่ ยกู้ให้กับโครงการดังกล่าว
โดยที่โครงการดังกล่าวมีมูลค่า 8 พันล้านบาทซึ่งด้วยความคืบหน้างานก่อสร้าง 45.89% ณ สิ้นปี 2553 น่าจะคาดหมายได้ว่าน่าจะมีการเบิกจ่ายเงินกู้ออกไปบ้างแล้ว แต่ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังไม่มีข้อมูลว่าสถาบันการเงินใดปล่อยกู้ให้โครงการดังกล่าวบ้าง







